ผมเขียนบันทึกนี้โดยไม่ได้จงใจกล่าวหาใคร   เป็นการเขียนโดยย้อนกลับมาดูตัวเอง   ว่าผมได้รับประโยชน์มากจากการที่ไม่แสวงหาประโยชน์เข้าตัวเองโดยการ หาเรื่องไปเมืองนอก   เพราะผมเคยได้ยินผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ผู้ใหญ่หรือ ซีอีโอ ในองค์กรต่างๆ บางแห่ง    ว่าขยันไปเมืองนอก   อ้างเหตุไปเมืองนอก   จนไม่มีเวลาเอาใจใส่งานทำตนรับผิดชอบอย่างจริงจัง

 

ผมเคยได้ยินถึงขนาดว่า เจ้าหน้าที่มีหน้าที่หาโอกาสให้ปลัดกระทรวงหรืออธิบดี ได้ไปตีกอล์ฟ ที่เมืองนอก   ก็จะเป็นที่โปรดปรานของจ้าวนาย   เรื่องแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตัวเองหรือพวกพ้องจากการใช้เงินราชการไปเมืองนอกนี้ดูจะเป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทย ที่ได้ทำ

 

แต่ผมคิดต่าง   ผมมองว่าการเอาเงินหลวงไปเมืองนอกโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองส่วนรวมเป็น คอรัปชั่น อย่างหนึ่ง   สำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่นอกจากเสียเงินหลวงแล้ว ยังเสียเวลาทำงานอีกด้วย    คนเป็นผู้ใหญ่จะต้องเลือกงาน ว่าจะใช้เวลาทำอะไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร หรือต่องาน   ผู้ใหญ่ที่เลือกใช้เวลาเพื่อประโยชน์ต่องานมากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จะได้รับความเคารพนับถือจากผู้คน

 

ผมมองว่าผู้คนรอบด้านเขาก็มีสติปัญญา   มองออกว่าผู้ใหญ่กำลังไปต่างประเทศเพื่อตัวเอง หรือเพื่อหน่วยงาน   คนที่ไปเพื่อตัวเองบ่อยๆ เขาก็ไม่ค่อยนับถือ  

 

เพราะความเชื่อส่วนตัวดังกล่าว ผมจึงไม่ค่อยได้ไปต่างประเทศ    เพราะไม่หาเหตุไป   และบางครั้งเตรียมตัวไปแล้วแต่เหตุการณ์เปลี่ยน ต้องระงับการไปก็เคยมี    คือเลือกงานมาก่อนการไปเรียนรู้ในการประชุมต่างประเทศ  

 

วัตรปฏิบัติเช่นนี้ก่อผลดีระยะยาวต่อผม   เพราะทำให้ผมได้ฝึกศีลข้อไม่โลภ ถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน    และผู้คนเขาก็ฉลาดพอที่จะวินิจฉัยได้เองว่าผมเป็นคนอย่างไร    นานๆ เข้าผมก็ได้รับประโยชน์มากด้านการยอมรับนับถือจากผู้คน   จนบางครั้งก็มากไป

 

วิจารณ์ พานิช

๒๙ พ.ย. ๕๑