GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

คนจนพันธุ์ใหม่

ความจนมี 2 อย่าง คือ จนเพราะไม่มี กับจนเพราะไม่พอ ทำให้เกิดคนจน 3 กลุ่มคือ คนยากจน คนอยากจน และคนจนยาก

          การสร้างความเป็นเศรษฐี มีความสุขมากกว่าการเป็นเศรษฐี

เรามารู้จักความจนกันเถิด

          ทำไมเราจึงกลัว เกลียด หรือรังเกียจความจนกันนัก ความจนคืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่รู้จักความจน เราจะล้างความจน สร้างความรวยกันได้อย่างไร

           ความจนมี 2 อย่าง คือ จนเพราะไม่มี กับจนเพราะไม่พอ ทำให้เกิดคนจน 3 กลุ่มคือ คนยากจน  คนอยากจน  และคนจนยาก

           คนยากจน และคนอยากจน ลักษณะดังนี้

           1. ขยันน้อย

           2. อดออมไม่เป็น

           3. กินไม่หมด (กินทิ้งกินขว้าง)

           4. อยากได้อะไรง่ายๆ

           5. ฯลฯ

            คนจนยาก  จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับที่กล่าวทุกประการ ไม่มีใครรู้หรือมีเครื่องมือชี้วัดความจนได้ดีเท่ากับใจของตัวเอง เราสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองจากคนยากจนให้เป็นคนจนยากได้ ส่วนการจะเป็นคนรวยหรือไม่นั้น ตัวเองมักจะไม่ค่อยรู้ดีเท่าคนอื่น ซึ่งรู้ดีกว่าเสมอ

ถ้าจะต้องจน จะเลือกจนแบบไหนดี

            จนจริงๆ เขาบอกหรือเราคิดเอาเอง จนอะไร จนเพราะไม่มีเงินหรือไม่มีปัญญา เพราะวิธีแก้จนไม่เหมือนกัน ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน ไม่ใช่ยอมตั้งแต่หน้าประตู ปัญหาของความจนเกิดจาก ดิน น้ำ หนี้ และความไม่แน่นอน

             ถ้าไม่อยากยากจน อย่าทำตนเป็นคนมั่งมี ถ้าอยากเป็นเศรษฐี ให้ทำทีเป็นคนจน เกือบมีแล้ว......ขอเวลาอีกนิด ล้มได้ ก็ลุกได้ ถ้าแรงใจยังไม่หมด  

พออยู่พอกิน

             เศรษฐกิจพอเพียง ทางรอดของทุกคนและทำให้พึ่งตนเองได้ ไม่ใช่จะทำอะไรก็ต้องพึ่งคนอื่นเขา การกินอยู่อย่างเกินพอ ไปกู้เขามาเพื่อความสะดวกสบาย ฟุ่มเฟือย ไม่ใช่เอาเงินมาลงทุนเพิ่มรายได้

              จุดแข็งของคนไทย คือสามารถผลิตอาหารได้พอกิน ปลูกทุกอย่างที่กินได้ และกินทุกอย่างที่ปลูก นอกจากไม่ต้องซื้อแล้วก็ยังมีเหลือขายอีก นี่คือการพึ่งตนเองแบบพออยู่พอกิน 

              ความสามารถของคนส่วนใหญ่ถ้าเมื่อไรทำแค่พออยู่พอกิน ก็จะพบว่าเหลือขายเป็นเงินออมได้บ้าง แต่เมื่อไรทำเพื่อขาย ส่วนใหญ่จะได้เพียงแค่พอกินกับ ไม่พอกิน  การจะให้เหลือนั้นยาก เป็นเพราะความสามารถในการควบคุม ความพอ ความอยาก ควบคุมวิถีชีวิตเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

              จากประสบการณ์ที่คุ้นเคยทำให้แก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ ไม่ว่าจะทำอะไรเราต้องพึ่งตัวเองในเรื่องที่จะทำให้ได้ก่อน แล้วจึงค่อยๆ ขยายออก ค่อยๆ โต

               การโตแบบเสี่ยงอันตราย คือโตแบบ ตาโต หวังรวยเร็วๆ จึงลงทุนจนเกินตัว เมื่อเกินตัวก็ต้องพึ่งคนอื่นต้องกู้ยืมเขาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความอ่อนแอ ควรจะทำเท่าที่ทำได้ก่อนเป็นประสบการณ์และความสามารถ แล้วจึงค่อยขยาย ก็จะเป็นการโตแบบไม่เสี่ยงอันตราย

               การช่วยเหลือคนจนจริงๆ ไม่ใช่การฉวยโอกาส ไม่ใช่การเก็งกำไร ซึ่งเป็นการหลอกกันไปหลอกกันมา ฉวยโอกาสไปจากคนที่อ่อนแอกว่า คนจนก็ลำบากเหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิม เกิดสภาพรวยกระจุก จนกระจาย เกิดโรคระบาดตามชุมชน คือ โรคคุณนายใจดี โรคมนุษย์หมาป่า โรคหนีตบ หลบตาย ฯลฯ

               ดังนั้น...  ไม่ใช่ ตาโต แล้วจะรวยจะสวยเสมอไป ตาตี่ๆ แต่น่ารักก็เยอะแยะไป ปัญหามีไว้สำหรับแก้ไข ไม่ใช่มีไว้สำหรับปวดหัว........  

       ที่มา... หนังสือ "เรา กับ เขา"   โดยคณะผู้จัดทำโครงการพบกันครึ่งทาง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 22702
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 5
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (5)

อยากให้ท่านนายกฯ และบรรดารัฐมนตรี ได้มีโอกาสมาอ่าน บันทึกนี้จังครับ.. จะได้สะกดคำว่า "พอ" เป็นกันเสียที..
         ปัญหาสังคมปัจจุบันนี้ มาจากคำว่า "พอ" นี่แหละค่ะ  ทำไมไม่รู้จักพอกันเสียที โลกเราถึงได้วุ่นวายกันมาก ไม่มีความสงบสุขจนทุกวันนี้.... 

เห็นด้วยกับคุณนันทามากๆครับ 

เราควรเริ่มต้นที่ตัวเราก่อนมีจิตสํานึกของคําว่าพอ  แล้วเราจะมีแต่ความชื่นชมยินดี ในสิ่งที่เรามีเราเป็นในปัจจุบัน  ขอเป็นกําลังใจให้ทุกคนชนะใจตนเองให้ได้  นะคะ

ถ้าไม่อยากจน อย่าไปรู้จักรวย "รู้จักพอ ก่อสุขทุกสถาน" หนังสือพบกันครึงทางมีหลายเรื่องนะครับ  1.เขากับเรา 2.เรากับเขา 3.แก้วแหวน 4.เงินทอง อีกหลายเรื่อง เล่มละ 10 บาท เท่านั้น ที่ห้องพอมี ลงมาขอได้ครับ.......ไม่หวงครับ