มองเศรษฐกิจปีหน้ายังไม่ถึงขั้นเผาจริง รมว.คลังรับปีหน้าเศรษฐกิจโต 0-2% เร่งชงมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจเข้า ครม. ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและปรับโครงสร้างภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย นักวิชาการเสนอ 6 เรื่องเร่งด่วนให้ภาครัฐดำเนินการ
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม วุฒิสภา ได้จัดเสวนาเวทีวุฒิสภาประชาชน เรื่อง "เผาจริงหรือเผาหลอก เศรษฐกิจไทยในปี 2552" โดยผู้เข้าร่วมเสวนาเห็นพ้องกันว่าปีหน้าประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นเผาจริง และหากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเมืองที่กำลังร้อนระอุได้ รวมทั้งยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องสนามบินสุวรรณภูมิได้ ก็เท่ากับว่าขาดความสามารถในเชิงการบริหารควรต้องมีการยุบสภา
ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปีหน้าคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะอยู่ในระดับ 0-2% เท่านั้น เนื่องจากการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิทำให้ต้องสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการไปทันที 1.6 แสนล้านบาท ยังไม่รวมถึงความเสียหายของธุรกิจส่งออกและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจโลกก็เป็นปัจจัยลบ ส่วนจีดีพีจะถึงขั้นติดลบหรือไม่ยังไม่ได้สรุป
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เตรียมเสนอ 3 แนวทางเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย คือ 1.การจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก 2.การปรับโครงสร้างภาษีธุรกิจสินค้าฟุ่มเฟือย และ 3.การผลักดันเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ให้แก่ ครม.เพื่ออนุมัติในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ นอกจากนี้ การขออนุมัติเพิ่มงบประมาณอีก 1.3 แสนล้านบาทนั้น เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลปัจจุบันหรือรัฐบาลใหม่ ถือเป็นเรื่องสำคัญ
ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สัญญาณด้านเศรษฐกิจของไทยเริ่มลดลง เนื่องจากปัจจัยทางการเมืองยังไม่ยุติง่าย ๆ ส่งผลให้การจับจ่ายลดลง และหากตัวแปรปัจจัยทางการเมืองยังไม่มีวี่แววสงบ จะส่งผลเสียหายอย่างรุนแรง และจะส่งผลไปถึงปีหน้าตลอดทั้งไตรมาสแรกของปี พร้อมกันนี้ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการใน 4-5 เรื่องที่เห็นว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วน คือ1.การดึงเม็ดเงินขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีเงินอยู่ถึง 4 แสนล้านบาท เข้ามาใช้ในระบบอย่างรวดเร็ว 2.พัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดน 3.เดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกท์ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงิน 4.ดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน 5.ยุติปัญหาการเมืองโดยเร็ว และ 6.ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
ด้านนายณรงค์ โชควัฒนา ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารกลุ่มแพน กล่าวว่า ในปีหน้าไทยยังคงมีอัตราการเติบโตและเชื่อว่าจะไม่วิกฤติเหมือนปี 2540 ที่ผ่านมา วิกฤติการเงินโลกในขณะนี้กลับเป็นสัญญาณที่ดีให้แก่ประเทศไทยและนักธุรกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออก โดยมองว่าไทยยังมีโอกาสทอง เพียงแต่ว่าถ้ารัฐบาลทำในสิ่งที่ถูกต้อง รวมทั้งรัฐบาลควรนำมาตรการด้านภาษีมาใช้คือการลดภาษีนิติบุคคล
คม ชัด ลึก 2 ธันวาคม 2551