ปฐมเหตุสืบเนื่องจากบันทึก.... "เปลี่ยนจิต เปลี่ยนอารมณ์... "
เวลาที่เราตกปลา เมื่อการกินเหยื่อแล้ว ครั้นเมื่อเรากระตุกเบ็ด แล้วขันรอกเข้ามานั้น บางครั้งเราก็ต้องหย่อนเบ็ด คลายเอ็น หรือปล่อยรอกบ้าง เนื่องปลานั้นยังมีแรง มีกำลังอยู่ ดังนั้นเราจึงต้องเย่อ ต้องดึง ต้องปล่อยกับปลานั้นเป็นพักใหญ่ เพราะถ้าหากดึงแรงเกินไปไม่ผ่อน ไม่คลายสายเบ็ดนั้นก็ย่อมตึงจนขาดเสียได้ เราก็จะไม่ได้อะไร ไม่ได้ปลา แถมยังเสียเบ็ด เสียสายเอ็น เสียเวลา แถมยังต้องมานั่งเสียใจกับสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องสูญเสียไป
การปฏิบัติธรรมนี่ก็เช่นเดียวกัน หากเราปฏิบัติจนตึงไป เครียดไป ก็ต้องรู้จักผ่อน จักคลาย ตามภาษาวิปัสสนาท่านเรียกว่า “การเปลี่ยนอารมณ์”
ผ่อนบ้าง คลายบ้าง เข้าพรรษาก็ยังต้องมีออกพรรษาเลยเน๊อะ
อานิสงส์เข้าพรรษาท่านก็ยังหย่อนพระธรรมวินัยให้ถึง ๕ ข้อ
ข้อปฏิบัติ และจริยวัตรเหล่านี้เป็นอุบายแห่งการภาวนา
หากเราตึงก่อนเกินก็เกินพอดี
หากเราหย่อนเกินไปก็ไร้ความพอดี
ทางสายกลางหรือ "มัชฌิมาปฏิปา" นั้นจึงเป็นทางสายเอกแห่งพระพุทธศาสนา
และทางสายกลางนี้จักเป็นทางที่พาเราก้าวหน้าในสายแห่งการ “ปฏิบัติธรรม”
ตามภาษาวิปัสสนาท่านเรียกว่า “การเปลี่ยนอารมณ์”
ไม่เข้าใจ ?
คล้ายที่เรื่องวิปัสสนา เขาบอกว่า ให้เห็นว่าสภาวะทุกอย่างไม่เที่ยง
ให้วางใจเป็นกลางจากการมีปัญญา การปรุงแต่งทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์ ไม่นิ่ง
ใจเราจึงไม่ดิ้น เป็นอุเบกขา ใจจะสักว่ารู้สักว่าเห็น
ใช่หรือไม่
ใจเป็นกลางจากการปรุงแต่งทั้งปวง !
การเปลี่ยนอารมณ์เหรอ ถ้าเป็นทางโลกเขาก็เรียกว่า "เปลี่ยนบรรยากาศ"
เป็นเรื่องง่าย ๆ สบาย ๆ
วิปัสสนานั้นไม่ใช่เรื่องยุ่ง เรื่องยาก เรื่องวิปัสสนาเป็นเรื่องง่าย ๆ สบาย ๆ ตามธรรมชาติแบบธรรมดา ธรรมดา
ตึงไปก็คลายสักหน่อย หย่อนไปก็ขันเข้าสักนิด
ทำชีวิตให้เป็นธรรมชาติตามธรรมดา
เมื่อชีวิตมีหลัก มีเกณฑ์แล้ว เรื่องวิปัสสนาก็จะกลืนเข้ากับชีวิตได้อย่างกลมกลืน
เอ่ ตอบตรงคำถามหรือเปล่านี่...!
การปรุงแต่งเหรอ ถ้ายังไม่ตายก็ต้องปรุงแต่งสิ ตายแล้วถึงจะได้หยุดปรุง หยุดแต่ง
แต่การปฏิบัติธรรม ตามภาษาที่ท่านทั้งหลายตั้งชื่อและเรียกชื่อกันในสมัยนี้ว่า "วิปัสสนาธุระ" นั้น (ตั้งชื่อให้คู่กับคันธะธุระ) มักจะมุ่งให้เราลดตัว พาตนให้ต่ำกว่าคนกลายเป็นเครื่องจักรที่ไร้จิตไร้วิญญาณ
ให้เราปฏิบัติธรรมโดยการนั่งสมาธิตัวแข็งทื่อ ไม่รู้ร้อน ไม่รู้หนาว ครั้นพอลุกขึ้นมาเจอกิเลสพบตัณหาก็ "หงายเก๋ง..."
อุเบกขา คือ ความเป็นกลาง กลางจากสิ่งที่เป็นสอง ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ความดี ความเลว ความเป็น ความไม่เป็น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งถ้ายังไม่ตายมันก็ต้องเกิดแน่ ๆ แต่ใจเขาเราก็รู้อยู่ รู้อยู่ตรงนั้น อ้อ มันสุขก็เฉย มันทุกข์ก็เฉย
ถ้าเขาให้นั่งสมาธิก็นั่งไป มีหน้าที่นั่งก็นั่งไป นั่งไปอย่างนั้น นั่งดูลมหายใจเข้า นั่งดูลมหายใจออก
หรือจะให้เดินจงกลม ก็เดินไป มีหน้าที่เดินก้าวเท้าซ้ายก้าวเท้าขวาก็เดินไป
เดินไป นั่งไป ไม่เอาอะไรซักอย่าง
บุญก็ไม่เอา บาปก็ไม่เอา สวรรค์ วิมานอะไรก็ไม่เอา เราก็จะนั่งมันไปอย่างนี้แหละ เอ่... ตอบไม่ตรงคำถามอีกแล้วเรา
เรื่องแบบนี้ตอบยากนะ คือตอบไม่ค่อยถูก เพราะเราอ่านหนังสือน้อยจึงไม่ค่อยรู้คำพูดหรือหลักการทางวิชาธรรมะมากเท่าไหร่ แล้วที่นี่ก็เน้นให้ทำสมาธิในวิถีธรรมชาติ คือ ให้มีสมาธิเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ให้มีสมาธิเพียงพอกับการต่อสู้เพื่อละซึ่งกิเลสและตัณหา รวมถึงคลายซึ่งอัตตาและตัวตน
แล้วธรรมะนี้ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นี้ก็เป็นแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Center) ซึ่งบางคนอาจจะขึ้นเขาจากทางข้างหน้า หรืออีกคนหนึ่งอาจจะขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของเขา แต่จุดมุ่งหมายนั้นก็เพื่อละซึ่งกิเลส คลายจากตัณหา และความหมดจากความยึดความถือซึ่งอัตตา
ดังนั้นธรรมะหรือข้อปฏิบัติใดที่พาเราไปสู่ยอดเขาหรือจุดมุ่งหมายนี้ได้จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด
ถูกต้องทั้งทางโลก คือ ถูกต้องตามหลักการ หลักวิชา หลักความรู้
ถูกต้องทั้งทางธรรม คือ ถูกจริต ถูกนิสสัย สามารถนำตัว นำใจ ปฏิบัติได้ตาม "สัทธรรม..."