เมื่อฉันอยากเป็นนักเขียน


เมื่อฉันอยากเป็นนักเขียน ในวัยเด็กฉันเติบโตมาที่บ้านสวนริมน้ำ และกองหนังสือกองโตของพ่อ ฉันมักมีความสุข ที่ได้อยู่บ้าน ขี่คอพ่อ เข้าสวน ดู ต้นไม้ ดู แม่น้ำฟังเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่พ่อผูกถ้อยร้อยเรียง เป็นเรื่องราวเป็นนิทานที่ฟังง่าย และเพลิดเพลิน ซึ่งมักจะมีคำสอนทอดแทรกอยู่เสมอ ฉันจึงอยากเป็นนักเขียนเพราะพ่อ ชอบอ่านพระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน รวมทั้งเรื่องราวของ ก.สุรางคนางค์ ศรีบรูพา ศิลา โคมฉาย ทำให้ฉันติดนิสัยการอ่าน และชอบฟังซึ่งซึมซับติดตัวฉันเรื่อยมา แต่ที่ติดตัวฉันมากๆเป็นนิทานก่อนนอน และตุ๊กตาตัวโปรด จนกระทั่งฉันเป็นมนุษย์เงินเดือน ฉันเริ่มรู้จักความอยากลำบาก ที่กว่าจะได้เงินมาและการใช้เงินแต่ละบาท ฉันเริ่มใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ออกไปทำงานตั้งแต่เช้า กว่าจะงานเลิกถึงหอพักต่อเมื่อตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ความอ่อนล้าทำให้ฉันเหมือนสวิทซ์ไฟที่ถูกปิด หมดแรง ไม่อยากเปิดเปลือกตาทำอะไร นอกจาก หาอะไรทาน อาบน้ำ และเข้านอน ความฝันที่อยากเป็นนักเขียนของฉัน ก็ยังคงอยู่ มิได้สูญหายไปไหน แต่เวลาสิเป็นสิ่งที่พรากความฝันของฉันไปหมดสิ้น จนฉันไม่มีความสามารถที่จะปีนหรือไขว่คว้า ในสิ่งเหล่านี้ได้ จวบจนกระทั่ง พ่อพบอุบัติเหตุ เสียชีวิต ฉันได้อ่านบันทึก ของพ่อ ที่บันทึกเกี่ยวกับตัวฉัน ความรักความผูกพันและสิ่งที่พ่ออยากเห็นอยู่ในแผ่นกระดาษเก่า ซีด บางเจือปนด้วยสีน้ำตาลอ่อน กระต่ายน้อยของพ่อ คนทุกคนมีเวลาเสมอ พ่ออยากเห็นหนูเขียน เรื่องราวที่ผ่านโลกจิตนาการของหนู ลูกของพ่อทำได้ ฉันเริ่มคิดน้ำตา ไหลเป็นทาง รินลงบนบันทึกเล่มนั้น พ่อก็คือพ่อ ที่มักแอบดูลูกและดูแลอยู่ห่างๆเมื่อลูกเติบโต ไม่ใช่เวลาหรือสิ่งใดเลยที่พราก ความฝันที่อยากเป็นนักเขียนของฉันไป แต่เป็นตัวฉันเองตะหากที่ละทิ้งความฝันตัวเองไป การเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งนั้น ได้รับค่าตอบแทนไม่มาก และคงใช้เวลานานที่กว่าจะมีคนรู้จัก และขายได้ การเป็นนักเขียนไม่ใช่เรื่องง่ายและคงไม่พอกิน ฉันมักคิดอยากนี้เสมอมาว่า ฉันยังไม่พร้อม และ ไม่สามารถทำได้ ฉันคงทำให้พ่อเสียใจในส่วนนั้น แต่คงไม่สายเกินไปที่ ฉันจะหันมาเริ่มต้นอีกครั้ง และไม่ผิดหวัง ตัวอักษรทำให้ฉัน มีความสุข อย่างประหลาดล้ำ ถึงแม้ฉันยังเขียนไม่ได้ดี แต่ฉันก็มีความสุขมากกว่าสิ่งใด ที่ฉันได้สื่อถ้อยคำ ความความหมายและความรู้สึก ผ่านตัวอักษรทุกครั้งไป