สิ่งที่ญาติกลัวกว่าการนำตัวน้าติ๊ดมา ก็คือการได้พบแพทย์นี่เอง

เป็นบันทึกสุดท้าย ที่ผู้เขียน จะได้นำประสบการณ์การนำผู้ป่วยจิตเวช กลับมารับการรักษา ที่โรงพยาบาล แม้จะล่วงเลยมาหลายวันแล้ว แต่ก็ยังจดจำได้ดี

 เช้าวันนั้น ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จากญาติว่า น้าติ๊ดกลับมาแล้ว และยีนยันว่า วันนี้ จะนำไปโรงพยาบาล เพื่อบำบัดรักษาให้ได้ พอดีผู้เขียนเอง ก็มีประชุมที่โรงยาบาลแห่งนั้นพอดีช่วงบ่าย จึงให้กำลังใจญาติ และบอกว่าจะไปรอรับ ที่โรงพยาบาล

   มันไม่ได้ง่ายเหมือนคิดเลย แต่แรกเขาว่าน้าติ๊ดยอมไปแล้ว กำลังนั่งรถไปโรงพยาบาลกัน ผู้เขียนก็จัดแจงจะไปรอที่โรงพยาบาล แต่เพียงไม่นาน ก็มีโทรศัพท์ญาติเข้ามาบอกว่า น้าติ๊ดขอลงไปปัสสาวะข้างทาง และวิ่งหนีไปอีกแล้ว เข้าป่าปาล์มไป

 โธ่เอ๋ย ทำไมการนำตัวคนๆหนึ่งมารักษา มันถึงยากเย็นเช่นนี้

คราวนี้บริเวณที่หนีเข้าไปในป่า ไม่ใช่หมู่บ้านตัวเองด้วย แต่ชาวบ้านบริเวณนั้นก็ดีมาก ช่วยกันออกติดตาม คราวนี้ พบตัวได้เร็วขึ้น คงเพราะอ่อนเพลียมาจากคืนก่อน และภรรยา ได้เอายาระงับประสาทให้กินกับข้าวมาด้วย เพียงเวลาไม่กี่ชั่วโมง ก็นำน้าติ๊ดมาโรงพยาบาลสำเร็จ

 มาถึงโรงพยาบาล ยามช่วยกันจับมัดกับเตียง เข็นไปหาหมอ ผู้เขียนตามเข้าไป หมอก็คงยุ่งๆ และเราก็เป็นคนไข้ที่สร้างความหงุดหงิดให้เขาพอดี

 ผู้เขียนเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่ญาติกลัวกว่าการนำตัวน้าติ๊ดมา ก็คือการได้พบแพทย์นี่เอง ก็มีการต่อว่า ว่าญาติขาดความสนใจ ให้คนไข้ขาดยา ไม่รู้จะมีเตียงให้นอนหรือเปล่า ฯลฯ

 ญาติๆหน้าจ๋อยทันที ผู้เขียนเลยขอร้องให้หมอฟังคำอธิบายก่อน และบอกว่า ได้สอบถามว่าทางตึกมีเตียงว่างอยู่ และได้ปรึกษาก่อนจะนำตัวคนไข้มาแล้วค่ะ หมออดทนฟังผู้เขียนจนจบ แล้วก็พูดว่า โอ๊ยเครียด ไปล้างหน้าดีกว่า ผู้เขียนก็เครียดกับอาการของหมอเหมือนกัน สักพัก ก็มีหมออีกคนออกมาดูๆ พอดีผู้เขียนกำลังจับแขนคนไข้ที่กำลังดิ้นอยู่ โวยวายว่ามัดเขาทำไม หน้าแดงกร่ำด้วยความโกรธ เขาก้มลงไปที่แขน แล้วใช้ฟันกัดปมผ้าออกได้ข้างหนึ่ง แต่ภรรยายึดแขนไว้ได้ ผู้เขียนจึงร้องบอกหมอพยาบาลที่หน้าเคาเตอร์ว่า ช่วยมัดคนไข้ให้หน่อย เขาดิ้นจะหลุดแล้ว มีเสียงตอบมาว่า ก็เรียกยามซิ แหม! มันอึดอัดจริงๆในสถานการณ์อย่างนี้ บอกเขาไปว่า คุณช่วยเรียกให้หน่อย ไม่กล้าปล่อยคนไข้

  ทันใดก็มีหมอใหม่คนนั้น เดินเข้ามาและว่า ญาติออกไปให้หมด ใครไม่เกี่ยวออกไปให้หมด ดีเหมือนกัน ผู้เขียนเลยพยักหน้ากับภรรยาน้าติ๊ด ว่าปล่อยให้หมอเขาจัดการ เป็นจังหวะที่หมอเดินเข้ามาหาคนไข้พอดี แขนซ้ายที่มัดมือหลุดแล้ว จึงเหวี่ยงตั้บไปที่หมออย่างแรง

  เหตุการณ์เป็นอย่างไร ผู้เขียนไม่รู้ ชุลมุนนิดหน่อย รปภ.วิ่งวุ่น เมื่อเวลาผ่านไป แอบดูก็เห็นพยาบาลกำลังฉีดยาให้คนไข้ ชนิดหลับคาเข็มเลยทีเดียว เฮ้อ หมดฤทธิ์กันสักที

 ผู้เขียนกับญาติไปกินข้าวกลางวัน ที่เกือบจะเป็นเวลาเย็นมากแล้ว กลับมาอีกครั้ง ก็พบว่า คนไข้ ถูกนำตัวรักษาในตึกเรียบร้อยแล้ว จึงตามไป ที่ตึก และต้องถูกต่อว่าจากคุณพยาบาลที่ตึกอีกเล็กน้อยถึงปานกลาง เรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ และลามมาถึงสถานีอนามัย ว่าต้องไปเยี่ยมบ้านคนไข้ ฯลฯ....ฯลฯ...

  น้าติ๊ดได้เข้ารับการรักษาในตึกผู้ป่วยจิตเวช ที่เคยมารักษาแล้ว ญาติต่างถอนหายใจโล่งอก แม้จะถูกเหน็บแนม ให้รู้สึกคับข้องใจกันคนละเล็กละน้อยก็ตาม แต่ทุกคน ก็ยิ้มให้กัน ญาติขอบคุณผู้เขียนเสียมากมาย ที่มาช่วยพูดกับหมอที่โรงพยาบาลให้ พร้อมทั้งซื้อกับข้าว ขนม ใส่มือผู้เขียนมากมาย ก่อนกลับบ้าน

  ก่อนจบบันทึกนี้ มีเรื่องที่อยากทบทวนหลายอย่าง ตั้งแต่การจ่ายยาให้คนไข้นั้น บางครั้งต้องสื่อสารให้ดี มีวิธีอื่นอีกไหม ที่คนไข้จะไม่เข้าใจผิด กับสรรพคุณยา ที่ปรากฏอยู่ในแผง จนเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา

 บางครั้ง การรวบรัดฉับไว ต่อคนไข้จิตเวช อาจมีผลดีต่อเขา มากกว่าการ อะลุ่มอะหลวย จนเป็นปัญหา หลายครั้งหลายครา ทั้งนี้ เพราะคนไข้ ไม่มีสำนึกเยี่ยงคนธรรมดาทั่วไปแล้ว

 การสื่อสารระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ กับญาติ เมื่อไหร่จะมีแพ็คเก็จใหม่ๆบ้าง ที่นอกเหนือจากการต่อว่าต่อขานซ้ำซาก เหมือนเป็นความผิดอุกฉกรรจ์

 และสุดท้ายทุกคนต้องฝึกทำใจกับทุกสถานการณ์ ไม่ให้อารมณ์กับสิ่งเร้าต่างๆ มามีอิทธิพลเหนือจิตสำนึก จนหลุดลอยเหมือนน้าติ๊ดรายนี้

  จบบันทึก ประสบการณ์ทำงานอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ