"...เรื่องประชาสังคมมีมิติให้สนใจได้ตั้งร้อยแปดพันเก้า...แต่ผมคิดว่าบ้านเราและในภูมิภาค ยังต้องการการพัฒนาการอยู่และทำอะไรด้วยกันในวิถีใหม่ๆอีกเยอะ ...การวิจัยและพัฒนาวิถีประชาสังคมในแง่มุมต่างๆ จะเป็นงานความรู้และงานวิชาการที่ช่วยชี้นำสังคมได้ ... "

             เมื่อวานสองวันก่อนมีเกลอเก่ามาเยือนคือ คุณโชติ ถาวร ซึ่งอันที่จริงผมเรียกแกว่าพี่มาตลอด แต่ตอนนี้ทำไปทำมาแกหน้าตาอ่อนกว่าผม ยิ่งเจอกันก็ยิ่งชักไม่แน่ใจว่าแกเป็นพี่ รุ่นเพื่อน หรือรุ่นน้องผม  แกเป็นปลัดอำเภอและนักปกครอง อยู่ในกระทรวง และเป็นคนทำงานกับท้องถิ่นในแนวคิดเชิงปฏิรูปมากเลยทีเดียว

             เป็นมือของกระทรวงมหาดไทยที่เข้าไปมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาคนในท้องถิ่นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงราย กรณีที่ถูกพิจารณาว่าเป็นชนกลุ่มน้อย ถูกถอนบัตรประชาชน และถูกถอนสัญชาติไทย ซึ่งเป็นข่าวเศร้าของสังคมในปีหนึ่ง

              รวมทั้งเคยไปศึกษาการทำงานเชิงพื้นที่ในภาคใต้ จึงมีประสบการณ์และมีบทบาทต่องานเชิงนโยบายของประเทศมากมาย  เชื่อมโยงไปจนถึงการขับเคลื่อนงานระดับจุลภาคในภาคปฏิบัติของชุมชน 

              แต่เราเป็นเกลอและเป็นกัลยาณมิตรทางวิชาการกัน  รู้จักกันผ่านงานวิจัยและงานวิชาการของกันและกันว่าเล่นเรื่องประชาสังคมเหมือนกัน  แล้วก็ได้ไปเจอกันเมื่อตอนนำเสนอผลงานวิจัย ที่เวทีการประชุมและนำเสนอผลงานวิจัยบัณฑิตศึกษาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3 เมื่อปี 2544 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา แล้วก็คุยกันอย่างถูกอัธยาศัยเหมือนเกลอเก่า 

             หลังจากนั้น  เมื่อต่างคนต่างมีกิจกรรมอะไร หากต้องการวิทยากรและการบรรยายเรื่องทำนองนี้  ผมก็มักจะเชิญแก และแกก็มักจะเชิญผมเป็นระยะๆ เราเคยคิดการใหญ่ด้วยกันว่าจะพัฒนาโครงการสร้างผู้บริหารทางด้านการสาธารณสุขท้องถิ่นและผู้บริหารโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตขององค์กรท้องถิ่นทั่วประเทศ ในแนวทางที่เราทำวิจัย  ให้กับกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นและวิทยาลัยพัฒนาผู้บริหารท้องถิ่น 

             ลองแย๊บๆด้วยกันอยู่พักหนึ่ง ก็พอจะประเมินได้ว่า แนวคิดและสิ่งที่จะทำนั้น แจ่มชัดและอยู่ในมือครับ  แต่กำลังและความพร้อมที่จะทำให้เป็นเรื่องเป็นราวนั้น  สงสัยจะไม่ไหว  ว่างเปล่า แผ่วเบา และขี้แตกก่อนแน่ๆ 

             หลังจากนั้น  ก็ห่างๆกันไป เป็นปีสองปีแล้วกระมัง  จู่ๆ แกก็โผล่มาเยือน  หากพูดตามทรรศนะของวรรณกรรมหิโตปเทศที่บอกว่า มิตรผู้มาเยือนนั้น คือเรือนธาตุของเทวดามาสู่เรา ก็ต้องเรียกว่า แสนจะดีใจและคุยกันอย่างมีความสุข ตอนนี้ แกไปทำปริญญาเอกทางสังคมวิทยา อยู่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เลยก็คุยกันต่อในเรื่องการวิจัยและงานวิชาการที่สนใจกัน  ว่าใครไปทางไหนอย่างไรบ้างแล้ว

            แกลองให้สะท้อนแนวคิดพร้อมกับแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกันไปในตัวว่า  ตอนนี้อยากทำวิจัยในแนวทางประชาสังคมต่อไปอีก และเรื่องที่อยากจะเล่นก็คือ ความเป็นพลเมืองในบริบทใหม่ๆของประชาสังคมไทยและของโลก ผมก็เลยหนุนใหญ่เลยว่าประเด็นนี้น่าเล่นและเป็นประเด็นอนาคตที่จะมีบทบาทต่อการบริหารจัดการส่วนรวมทั้งของท้องถิ่นและของประเทศมากยิ่งๆขึ้น

           โดยเฉพาะการสร้างทรรศนะและสร้างฐานความรู้  เพื่อคิดและปฏิบัติต่อกันใหม่ๆ ในเรื่องชนกลุ่มน้อย แรงงานและการเคลื่อนย้ายทางประชากรระหว่างประเทศที่เป็นผลสืบเนื่องจากการพัฒนามิติอื่นๆ ความแตกต่างและความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ ที่สอดคล้องกับท้องถิ่นต่างๆของประเทศ 

            แกถามผมด้วยว่า  ตอนนี้เล่นไปทางไหนและถึงไหนแล้ว ผมบอกว่าผมก็มุ่งลงไปทางประชาสังคมศึกษามากขึ้น เรื่องประชาสังคมมีมิติให้สนใจได้ตั้งร้อยแปดพันเก้า  แต่ผมคิดว่าบ้านเราและในภูมิภาค ยังต้องการการพัฒนาวิธีการอยู่และทำอะไรด้วยกันในวิถีใหม่ๆ อีกเยอะ ซึ่งการพัฒนาคนและทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญ  และเรื่องสุขภาพ การศึกษาเรียนรู้เพื่อสร้างสังคมการอยู่ร่วมกันของปัจเจกและชุมชน  เรื่องทางการสื่อสารเรียนรู้ การจัดองค์กรตนเอง

            รวมไปจนถึงการพัฒนามิติจิตใจและทางจิตวิญญาณ เหล่านี้ ล้วนก็เป็นหนทางพัฒนาคน พลเมือง และทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำไปสู่สุขภาวะของสังคมทั้งนั้น เลยเชื่อว่า การวิจัยและพัฒนาวิถีประชาสังคมในแง่มุมต่างๆ จะเป็นงานความรู้และงานวิชาการที่ช่วยชี้นำสังคมในเรื่องที่จำเป็นภายใต้เงื่อนไขใหม่ๆได้อีกหลายเรื่อง ผมเลยยังไปในแนวนี้อยู่นั่นแหละ

            แกเลยมั่นใจและตาเป็นประกายโดยพลัน  จึงการมาเยือนของแกนี้  ไม่เพียงได้อาบน้ำใจแห่งมิตรให้ชุ่มชื่นจิตใจเท่านั้น แต่ได้เห็นโลกด้านที่เคลื่อนไหวและมีชีวิตชีวาทางปัญญาไปด้วยมากจริงๆ.