อ่านนิตยสารธรรมะใกล้ตัว ฉบับ 56  วันที่ 27 พ.ย. 51  มีข้อคิดที่โดนใจที่ขอนำมาแบ่งปันเช่นเคยครับ
     ...ช่วงนี้ คงมีหลายคนทีเดียวที่รู้สึกสลดหดหู่เหลือเกิน กับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในบ้านเมืองที่เกิดขึ้น  ติดตามข่าวไปแต่ละวัน ๆ แล้วก็พลอยหดหู่ไปด้วย   ประเทศไทย สยามเมืองยิ้มของเรา เดี๋ยวนี้แทบจะหาข่าวที่น่าชื่นใจให้หัวใจเบิกบานกันสักข่าวหนึ่งได้ยากเย็นเหลือเกิน

       เมื่อสัก ๒ ปีที่แล้ว เอแบคโพลสำรวจดัชนีความสุขของคนไทยแล้วพบว่า  ในขณะที่ดัชนีความสุขทางด้านการเมือง และด้านเศรษฐกิจ ถึงกับติดลบอย่างน่าเป็นห่วง  แต่คนไทยกลับมีความสุขสูงสุด จากความรู้สึกจงรักภักดี และความปลื้มปีติอันล้นพ้น ในช่วงงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีคะแนนความสุขเฉลี่ยทั่วประเทศพุ่งขึ้นสูงจนเกือบ ๑๐ คะแนนเต็ม
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของการเพียรทำความดีอย่างไม่ย่อท้อ  พระองค์ทรงสอนให้คนไทยเราเข้มแข็ง หนักแน่น ในการทำสิ่งที่ดีงามและถูกต้อง แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นความดีงามนั้นของเรา ราวกับปิดทองเพียงหลังพระก็ตาม
      "ที่ให้ปิดทองหลังพระก็เพื่อเตือนตัวเองว่า  การทำความดีไม่จำเป็นต้องอวดใคร หรือประกาศให้ใครรู้  ให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และถือว่าความสำเร็จในการทำหน้าที่  เป็นบำเหน็จรางวัลที่สมบูรณ์แล้ว…"
      "...ปิดทองข้างหลังพระไปเรื่อย ๆ   แล้วทองจะล้นออกมาที่หน้าพระเอง"
        (จาก "บันทึกความทรงจำของ พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร")
     กระแสความโลภ ความโกรธ ความหลง ของคนทุกวันนี้ เชี่ยวกรากยิ่งนัก  ถ้าไม่มั่นคงในความ
ดีงามเสียแล้ว เกิดพลาดพลั้ง เราอาจโง่เขลาเบาปัญญา ทำอะไรโดยปราศจากสำนึกผิดชอบชั่วดีไปได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ  โดยเฉพาะถ้าเราพยายามจะเป็นน้ำดี ทั้งที่อยู่ท่ามกลางน้ำเสีย เราจะมีแรงสู้อยู่ได้อย่างไร
    ในหลวงทรงตรัสสอนพวกเราไว้ว่า
        "การทำความดีนั้น สำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวเอง ผู้อื่นไม่สำคัญ  และไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องเป็นห่วงหรือต้องรอคอยเขาด้วย   เมื่อได้ลงมือลงแรงกระทำแล้ว ถึงแม้จะมีใครร่วมมือด้วยหรือไม่ก็ตาม  ผลดีที่ทำจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน และยิ่งทำมากเข้า นานเข้า ยั่งยืนเข้า  ผลดีก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น และแผ่ขยายกว้างออกไปทุกที  คนที่ไม่เคยทำดีเพราะเขาไม่เคยเห็นผล ก็จะได้เห็นและหันเข้ามาตามอย่าง     หลักประกันสำคัญในการทำดีจึงอยู่ที่ว่า แต่ละคนต้องทำใจให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวกับสิ่งแวดล้อม ที่เห็นอยู่ ทราบอยู่ มากเกินไป จนเกิดความท้อถอย   เมื่อใจมั่นคงแล้ว ก็ขอให้ตั้งอกตั้งใจ สร้างนิมิตและค่านิยมใหม่ขึ้นสำหรับตัวเอง ตามที่พิจารณาเห็นดีด้วยเหตุผลอันถูกต้องเที่ยงตรงแล้ว   แล้วมุ่งหน้าปฏิบัติดำเนินไปให้เต็มกำลังจนบรรลุผลสำเร็จ  ในที่สุด ความดี ความเจริญที่ปรารถนาก็จะเกิดทวีขึ้น และจะเอาชนะความเสื่อมทรามต่าง ๆ ได้ไม่นานเกินรอ..."
(พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันศุกร์ที่ ๒๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑)