อาขยานที่ดีมิควรเป็นบทสอนตรง หรือเทศนา หรืออรรถาธิบายแต่เนื้อหา แต่ควรมีชีวิตชีวา มีภาษาของอารมณ์รู้สึก ชวนนึกชวนคิด มีพื้นที่ทางจินตนาการให้เป็นเกียรติยศแก่ผู้รับสารจะคิดอ่านเอาเองบ้าง

.

อาขยานสร้างสรรค์การเรียนรู้

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

 

ถ้าคุณคิดว่าการท่องอาขยานเป็นเรื่องล้าสมัย  คุณนั่นแหละล้าสมัย

ถ้าคุณคิดว่าการท่องอาขยานเป็นเรื่องของนกแก้วนกขุนทอง 

คุณนั่นแหละนกแก้วนกขุนทอง

จำคำพูดของใครเขามาตื้นเขินนัก

ถ้าคุณคิดว่าการท่องอาขยานเป็นเรื่องเสียเวลา 

นั่นแสดงว่าคุณไม่เคยได้ให้เวลากับการท่องอาขยานเลย

จึงไม่เคยได้รับรู้รสและอิ่มเอมกับรัก

และถ้าคุณคิดว่าการท่องอาขยานเป็นเรื่องต้องห้าม!

คุณก็ต้องห้ามพระและนักบวชทุกลัทธิศาสนาในบ้านเมืองของเราสวดมนต์! 

อีกทั้งจะต้องห้ามนักร้องหรือผู้คนทั้งหลายในประเทศนี้ร้องเพลง! 

เพราะทั้งนักสวดและนักร้องก็ล้วนเป็นนักท่องจำ

 

อาขยาน [อา-ขะ-หยาน] .บทท่องจำ; การเล่า, การบอก; การสวด; เรื่อง, นิทาน

ซึ่งในที่นี้จะเน้นเฉพาะความหมายของ บทท่องจำอันเป็นบทกวีเท่านั้น

แต่ก่อนอื่น, ขอถามคุณว่าชอบฟังเพลงไหม  เคยร้องเพลงไหม

นิทานล่ะ  เรื่องเล่าล่ะ ชอบฟังไหม  เคยฟังไหม

เกิดมาเคยสวดมนต์บ้างหรือเปล่า

ถ้าไม่ชอบและไม่เคย  คุณน่าจะเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ! 

และขอร้องเถอะ  โปรดหยุดอ่านข้อเขียนนี้

คาลิล ยิบราน กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ คำครู ของเขาว่า

ฉันควรจะเป็นต้นอ้อที่หักเพราะถูกฝ่าเท้าของผู้คนเหยียบย่ำ

เพราะการเป็นเช่นนั้นดีเสียยิ่งกว่าการเป็นพิณในบ้านของบุคคล

ผู้ซึ่งนิ้วมือของเขาพิการ และคนในบ้านของเขาก็หูหนวก เมินต่อเสียงดนตรี

สำหรับผม, อยากจะบอกว่า  ถ้าหากคุณเป็นผู้ซึ่งเปล่าไร้ดวงใจ

ที่จะแบ่งปันให้กับบทเพลงของชีวิต  แม้แต่นิทานหรือเรื่องเล่าก็มิสดับรับรส

มิไยดีต่อบทสวดบริกรรมก็ป่วยการที่เราจะเสพเสวนาต่อกัน!

เพราะบทท่องจำหรืออาขยานที่ผมกำลังพูดถึงมันก็คือคนละเรื่องเดียวกันนั่นเอง

 

แท้จริงแล้วการท่องอาขยาน [บทกวี] มีคุณค่ามากกว่าที่ใครหลายคนคิด

นั่นคือ  ขณะท่องจะก่อให้เกิดกระบวนการจัดระเบียบจิต  เกิดความมีสมาธิ 

สั่งสมทักษะแห่งท่วงทำนองชีวิต  ซึมซับอรรถรสแห่งเนื้อหา 

โน้มนำสภาวะจิตวิญญาณให้ดื่มด่ำกับสุนทรียภาพ

กระตุ้นความคิดและจินตนาการเชื่อมโยงสู่การเข้าถึงความนัยหลายมิติ 

อันจะผลิดอกออกผลเป็นผลึกและพลังทางปัญญา

ความมีจิตประภัสสรต่อความงาม  ความรัก  และผัสสะทางอารมณ์ต่างๆ

ความลึกซึ้ง  ภาวะการเข้าถึงมโนคติ  ความมีรากเหง้าและตัวตน

 

คุณและผมต่างก็ได้คำตอบตรงกันว่าบรรดาพ่อเพลงแม่เพลงพื้นบ้านพื้นเมือง

ล้วนไม่เคยเรียนฉันทลักษณ์คำประพันธ์ใดๆ ในห้องเรียน

แต่ท่านทั้งหลายเหล่านั้นต่างท่องและร้องเพลงครูกันมาคนละมากมายหลายบทหลายเพลง

ท่องร้องจนได้เนื้อ  ได้ทำนองจังหวะ  ได้คำได้ความคิด 

ได้อารมณ์เพลงและจิตวิญญาณพื้นบ้านพื้นเพลง

วันหนึ่งท่านก็สามารถร้องแยกแตกหน่อ  ด้นได้  และผูกเพลงใหม่ๆ เป็นของตนเองได้

เพลงที่รัก  คำที่ร้อง  ความคิดความอ่านที่เป็นดั่งดวงดอกไม้แห่งชีวิต

อันประดิดประดอยก็ค่อยๆ จัดจิตจัดใจให้งาม

ให้ประสบพบคุณค่าของชีวิตในรสในรักอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน 

เป็นวิถีที่คุณและครูภาษาไทยทุกคนต้องไม่ละเลย

ลองหันกลับมาสำรวจพิจารณาตนเองดูว่าสอนอะไรผิดไปบ้าง

นักการศึกษาและผู้บริหารก็เช่นกัน  รู้  เข้าใจ  และทำอะไรผิดพลาดกันไปมากน้อยแค่ไหน

สำนึกบาปและกระทำการไถ่บาป [อย่างถูกต้อง] กันบ้างหรือยัง

 

สำหรับเด็กๆ ถ้าสามารถท่องอาขยานจนขึ้นใจได้เหมือนพ่อเพลงแม่เพลงที่ท่องเพลงครูนั้นบ้างล่ะ

พวกเขาก็จะเขียนกาพย์กลอนได้โดยไม่ต้องเรียนรู้ฉันทลักษณ์คำประพันธ์เช่นเดียวกัน

ลองเดินตามรอยครูเพลงพื้นบ้านพื้นเมืองกันดูเถิด  นั่นแหละของแท้ของการเรียนรู้

หรือแม้ว่าไม่ประสงค์จะคิดจะเขียนกาพย์กลอนก็ตาม

การท่องอาขยานก็จะยังส่งผลให้พัฒนาการเรียนรู้และเติมคุณค่าของชีวิตที่กำลังขาดหาย

ตัวตนและรากเหง้าที่เราต่างถวิลหาก็จะมีและกลับคืนมา

สำคัญอยู่แต่ว่า  ครูจะต้องกระทำตนให้เป็น ตัวอย่างสร้างศรัทธาด้วย

ยากใช่ไหมเรื่องนี้,  ไม่ยากหรอกครับถ้ารักและมุ่งมั่น

 

อาขยานที่จะส่งเสริมให้เด็กๆ ท่อง  อาจเป็นบทสั้นๆ จบเรื่องในตัว 

เช่น  บทสักวา บทดอกสร้อย หรือบทกวีขนาดสั้น [ไม่เกิน ๑๐ บท] 

หรือเลือกคัดตัดตอนจากเรื่องยาวเฉพาะตอนใดตอนหนึ่ง 

ซึ่งมีอะไรที่ลึกซึ้ง  กินใจ  หรือโดนใจ

อะไรในที่นี้หมายถึงอะไรก็ได้

ที่ก่อให้เกิดพลังกระทบทางปัญญา  สร้างสรรค์คุณค่าต่ออารมณ์รู้สึก 

มีมิติของชีวิต  จิตวิญญาณ  รากเหง้า  ตัวตน 

มีลีลา  ท่วงทำนอง  ความงาม  ความรัก  และสุนทรียรสต่างๆ

เป็นแบบฉบับให้ยึดถือเป็นแนวทางและพัฒนาสร้างสรรค์ต่อไปได้  หรืออะไรๆ ทำนองนี้

อาขยานที่ดีมิควรเป็นบทสอนตรง หรือเทศนา หรืออรรถาธิบายแต่เนื้อหา

แต่ควรมีชีวิตชีวา มีภาษาของอารมณ์รู้สึก ชวนนึกชวนคิด

มีพื้นที่ทางจินตนาการให้เป็นเกียรติยศแก่ผู้รับสารจะคิดอ่านเอาเองบ้าง

ซึ่งครูจะต้องค้นหาอ่านให้มาก  และอ่านให้แตกฉาน 

อ่านให้สามารถสัมผัสนัยที่ลึก  และแหลมคม

เพื่อให้สามารถเลือกสรรอาขยานที่ดีจริง

นำอาขยานชั้นดีหลายๆ บทที่เลือกแล้วนั้นมาให้เด็กๆ เลือกท่อง

หรือจะบังคับเลือกบ้างก็ได้  เพราะเสรีภาพไม่ใช่การตามใจจนสุดโต่ง!

ชีวิตต้องมียืดมีหยุ่นและมียื้อยุดฉุดดึงกันบ้างพอเป็นกลางๆ ของสายพิณ

ตัวอย่าง

          ผลิเอ๋ยผลิใบ

บนกิ่งก้านวันวัยแสวงหวัง

จากต้นพฤกษ์น้อยน้อมหลอมพลัง

ปกบังร่มใบให้แผ่นดิน

รู้จักตอบแทนไม่ทอดทิ้ง

ขวัญมิ่งภูมิลำเนาเหย้าถิ่น

สู้แดดสู้ฝนจนคุ้นชิน

มีชีวินเพื่อชีวาน่ารักเอย

 

อย่ามัวแต่รออาขยานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดอีกต่อไปเลย

บางบทที่กระทรวงกำหนดแล้วครูเห็นว่าดีจึงค่อยเอาด้วย

บางบทที่เห็นว่ายังไม่ดีพอ  หรือไม่โดนใจ  ก็ไม่ต้องเอา

เลือกเอาเองบ้าง  หาเอาเองบ้าง  กำหนดเองบ้างเถิด 

และต้องไม่ลืมที่จะให้โอกาสเด็กๆ ได้เลือกสรรนำเสนอบ้าง

โดยมุ่งที่ความมี อะไรซึ่ง ควรค่าแก่การท่องเป็นเป้าหมายร่วมกัน

อาจใช้กระบวนการประชาพิจารณ์ย่อมๆ ด้วยก็จะดีไม่น้อย

เมื่อมีพื้นที่ของความมีส่วนร่วมก็จะยิ่งเพิ่มพื้นที่ของความรักและความสมัครยินดีด้วยเสมอ

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นครูหรือครูอาจจะเป็นคุณ

ตราบที่คุณและผมยังเกี่ยวข้องกับเด็กๆ และเยาวชนบนเส้นทางภาษา

อาขยานก็คือสวนดอกไม้ระหว่างทางที่จำเป็นต้องมีเพื่อชีวิต

เพื่อลมหายใจของการเดินทาง

และสร้างสรรค์การเรียนรู้

 

ขอเป็นกำลังใจให้คุณและครูทุกคน

 

          อาเอ๋ยอาขยาน

กินครูเป็นอาหารจรรโลงจิต

ซึมซับสุนทรีย์แห่งชีวิต

ดื่มด่ำความคิดของวันเวลา

หอมอารมณ์ดอกไม้ในมนุษย์

พิสุทธิ์ล้ำลึกรู้สึกรู้สา

พี่ชวนน้องท่องเล่นเจรจา

ปลูกรักอาขยานสุขสันต์เอย

.

.

.