สร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง ด้วยความรับผิดชอบ
โดย เจเรมี เบริ์ด1 : เขียน
TERRA : แปล2
ภาวะปั่นป่วนในปัญหาน้ำมันและก๊าซในช่วงปีที่ผ่านมา และข้อค้นพบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้โลกต้องหันมามองถึงประเด็นความต้องการพลังงานสะอาด ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งของพลังงานทื่มีศักยภาพจำนวนมหาศาล แม่น้ำโขงซึ่งมีความยาว 4,800 กิโลเมตร ไหลผ่านมณฑลยูนนานของประเทศจีน, พม่า และประเทศสมาชิกของคณะกรรมการแม่โขง (เอ็มอาร์ซี) คือ ประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 20 เป็นที่รู้กันว่า แม่น้ำโขงและน้ำสาขา มีศักยภาพสูงอย่างยิ่งในการสร้างเขื่อนพลังไฟฟ้า และจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ศักยภาพเพียง 5% ของทั้งหมดเท่านั้นที่ได้รับการตระหนักถึง
อย่างไรก็ตาม อะไรคือความสมดุลระหว่างศักยภาพในเรื่องพลังงานไฟฟ้ากับความต้องการในการปกปักรักษาผลประโยชน์อื่น ๆ ซึ่งแม่น้ำสายนี้มีให้ แม่น้ำโขงเป็นทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นแหล่งกำเนิดของอารยธรรมในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เป็นบ้านของปลา 1,300 ชนิด อุตสาหกรรมประมงที่ยั่งยืนในแม่น้ำโขงมีมูลค่าอย่างน้อย 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 68,000 ล้านบาทต่อปี การประมงและน้ำเพื่อการชลประทานที่ได้มาจากน้ำที่ท่วมสองฟากฝั่งในแม่น้ำโขง ทำให้เกิดแหล่งอาหารแก่ประชาชนมากกว่า 60 ล้านคนในแต่ละปี
นี่คือคำถามที่จะมีต่อผู้เข้าร่วมจำนวน 200 คน ในการประชุมที่นครเวียงจันทน์ในวันอาทิตย์ ซึ่งเอ็มอาร์ซี เป็นผู้จัดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประเทศในแม่น้ำโขงทุกประเทศ ได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็นต่อบทบาทของเอ็มอาร์ซี ในประเด็นการพัฒนาเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในภูมิภาค เป็นที่ทราบกันโดยทั่วกันว่า ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเขื่อนและไฟฟ้าพลังน้ำเป็นประเด็นที่อ่อนไหว แต่นั่นก็ยิ่งเป็นเหตุผลสำคัญว่า เหตุใดจึงจำเป็นต้องมีเวทีเพื่อการถกเถียงกันอย่างเปิดเผย และมีเป้าหมายชัดเจน เมื่อ 8 ปีที่แล้ว คณะกรรมการเขื่อนโลก (World Commission on Dam) ได้เสนอแนวทางของ “ความถูกต้องและความเสี่ยง” เกี่ยวกับการวางแผนการสร้างเขื่อน โดยเสนอให้มีการคำนึงถึงสิทธิของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ และประเด็นการลดความเสี่ยงซึ่งแต่ละกลุ่มกำลังเผชิญหน้าอยู่จากการสร้างเขื่อน เราควรจะเพิ่มเติมในที่นี้ด้วยเกี่ยวกับความรับผิดชอบ - คือหน้าที่รับผิดชอบของประเทศแต่ละประเทศและของเอ็มอาร์ซี ในการที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และความยากจนลดทอนลง อันเป็นประเด็นที่ขึ้นอยู่กับภูมิภาคแม่น้ำโขง รัฐบาลของแต่ละประเทศ และประชาชน ที่จะทำให้แน่ใจว่า จะต้องมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ในการตัดสินใจในช่วงเวลาอันสำคัญยิ่งของแม่น้ำของพวกเขา ในเวลาที่กำลังมีการวางแผนการสร้างเขื่อนมากกว่า 10 เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักทางตอนล่าง ทำอย่างไรสิ่งเหล่านี้จึงจะบรรลุผลได้ ?
ในระดับระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล มีความจำเป็นที่กระบวนการหรือแนวทางในระดับภูมิภาคจะต้องเกิดขึ้นในกระบวนการสร้างเขื่อนแต่ละเขื่อน นั่นหมายรวมไปถึงความเข้าใจที่ชัดเจน ในประเด็นที่ว่าการสร้างเขื่อนในประเทศหนึ่งสามารถจะมีส่งผลให้เกิดกับต่อประเทศอื่น ๆ และประชาชนผู้ที่กำลังใช้ทรัพยากรธรรมชาติในแม่น้ำโขง ประเด็นในที่นี้คือ ใครจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ และใครจะต้องเป็นคนจ่ายในแต่ละโครงการ
ภายในเอ็มอาร์ซี เราได้ทำการพัฒนาแบบจำลองการร่วมมือในระดับภูมิภาคในประเด็นที่กล่าวมา โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเหมาะสมต่อภูมิภาคแม่น้ำโขงโดยรวม และหลุดจากกรอบผลประโยชน์ของนักพัฒนาหรือรัฐบาลเพียงผู้หนึ่งผู้ใด และมีกระบวนการที่จะใช้ดูทั้งในกรอบลุ่มน้ำ และกรอบภูมิภาคในการตัดสินใจในเรื่องเขื่อนพลังไฟฟ้า เพื่อให้ความต้องการในการพัฒนาในแต่ละประเทศแม่น้ำโขง ซึ่งนำโครงการสร้างเขื่อนมา ให้ได้รับการพิจารณาควบคู่ไปกันกับความสำคัญในเรื่องการประมง การชลประทาน การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การเดินเรือในแม่น้ำ การจัดการเรื่องน้ำท่วม และการท่องเที่ยว
คำตอบเหล่านี้ จำเป็นต้องมีขึ้นในช่วงของการตัดสินใจในแต่ละครั้งในการสร้างเขื่อน อะไรคือผลกระทบจากเขื่อนต่อการอพยพของปลา ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประชาชนในชนบท อะไรคือผลประโยชน์ที่มากกว่าหนึ่งมิติในการสร้างเขื่อนในสาขาของแม่น้ำโขง นอกเหนือจากเพียงการสร้างให้เกิดมีเขื่อนขึ้นมา เราจะสามารถจัดการเรื่องน้ำท่วมและการลดความเสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการควบคุมการไหลของน้ำที่มากขึ้นได้หรือไม่ การตัดสินใจและการตอบคำถามเหล่านี้ สามารถที่จะเป็นที่เกิดขึ้นควบคู่กันไปได้
ความรู้ในระดับภูมิภาคและในระดับลุ่มน้ำเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เอ็มอาร์ซีเอง ทำให้เกิดมีความเชี่ยวชาญในระดับสากล และรวบรวมเอาความรู้และแบบจำลองการคำนวณอันทรงประสิทธิภาพ รวมทั้งเครื่องมือในการวางแผน ซึ่งสามารถใช้เพื่อจะประเมินลักษณะของการพัฒนาต่างๆ ออกมาใช้ โดยเป้าหมายสำคัญ คือการนำเอาข้อมูลเหล่านี้ไปวางไว้บนต๊ะของผู้มีอำนาจการตัดสินใจ
ในปัจจุบัน ซึ่งการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นกิจกรรมที่ถูกผลักดันโดยภาคเอกชน มากกว่าภาคสาธารณะ ซึ่งทำให้กระบวนการวางแผนใช้เวลาสั้นลง และการแสดงให้เห็นมาตรฐานการวางแผนก็ถูกเรียกร้องให้มีมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่า ข้อเป็นห่วงในทางสังคมและสิ่งแวดล้อมจะถูกหยิบยกขึ้นมาและต้องยังแสดงให้เห็นประเด็นความเสี่ยงและความรับผิดชอบด้วย เหล่านี้คือส่วนประกอบทั้งหมดของการใช้ทรัพยากรในแม่น้ำอย่างสมเหตุสมผล มีความตระหนักและมีความเท่าเทียมกัน ดังเช่นที่ข้อตกลงปี 1955 ซึ่งลงนามร่วมกันโดยประเทศแม่น้ำโขง 4 ประเทศในฐานะสมาชิกเอ็มอาร์ซี เอ็มอาร์ซีเอง มีบทบาทที่เป็นอุดมคติ ในการเป็นผู้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในการพัฒนาและการลงทุนสร้างเขื่อนพลังไฟฟ้าในภูมิภาค เพื่อให้โครงการแต่ละโครงการ สามารถที่จะแสดงออกภายใต้ความร่วมมือในระดับลุ่มน้ำได้มากขึ้น
เป็นความรับผิดชอบของเอ็มอาร์ซี ในการที่จะทำให้เกิดแนวทางในระดับภูมิภาคแม่น้ำโขง อันจะเป็นสิ่งที่รับรองได้ว่า จะเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ของทุกฝ่าย วิสัยทัศน์ของเอ็มอาร์ซีในอนาคต คือลุ่มแม่น้ำโขงมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความเท่าเทียมทางสังคม และมีความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อม
1 เจรามี เบิร์ด เป็นหัวหน้าคณะผู้บริหาร (ซีอีโอ) ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี)
2 แปลจาก “A responsibility approach to building dams on the Mekong”, หนังสือพิมพ์ The Nation, 22 กันยายน 2551
http://www.mekonglover.com/index.php?option=com_content&task=view&id=168&Itemid=1&PHPSESSID=69fc2d63b4dd137c59edd93a8d36c035