วันที่ต้องเริ่มเดินทาง

            วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 เป็นวันที่เรามีกำหนดออกเดินทาง รถของคณะจะรับผมออกเดินทางเวลา 7.00 น. ทั้งนี้เพราะเครื่องบินจะออกราว 8.15 น.ครับ เป็นหมอธนพันธ์นี่ก็ดีอย่าง เพราะว่าจะไปไหนมาไหน ก็มีกัปตันขับเครื่องบินให้นั่ง ไม่ต้องไปเรียนขับเครื่องบินให้เมื่อยตุ้ม

            ฝนตกมา 2-3 วันแล้ว นี่คงเป็นเรื่องที่ผมเบื่อการเดินทางที่สุด เพราะผมกลัวเครื่องบินตกหลุมอากาศอย่างแรง แบบว่าเมื่อเครื่องเริ่มติดเจ็ท ผมก็เริ่มสวดมนต์แล้ว แต่นั่นก็คงเป็นความกลัวที่ผ่านเลยไป

 เพราะว่าเครื่องบินไม่สั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อย บนฟ้าเหนือเมฆดูอากาศสดใสเป็นอย่างยิ่งครับ แต่ในเครื่องนี่สิ น้ำท่วม ทั้งนี้ก็เพราะว่า มีเจ้าเด็กน้อยคนหนึ่ง เธอคงเป็นโรคกลัวที่แคบ อายุราว 2 ขวบกว่าๆ (แต่ตัวเธอโตกว่าลูกสาววัย 3 ขวบของผมมาก) ตั้งแต่เครื่องเริ่มทะยานออก เธอก็ร้องไห้ดังลั่น และดังลั่นได้ตลอดทาง 1 ชั่วโมงกว่าๆเลยครับ นับถือในความเที่ยงตรงและซื่อสัตย์ของเธอครับ เพราะเริ่มร้องไห้ตอนเครื่องขึ้น หยุดร้องเมื่อเครื่องจอดสนิท แล้วหัวเราะร่าเริงดีใจ สาธุ ส่วนลูกสาวของผมน่ะเหรอครับ เธอสนุกกันตั้งแต่เครื่องขึ้นยันเครื่องจอดสนิทเลยครับ

            เมื่อถึงดอนเมือง ครอบครัวเราก็อพยพมาอยู่ที่คอนโดฯของน้องสาวผม สั่งข้าวเที่ยงกินกันก่อน นอนเล่นสักพักก็ถึงเวลาออกเดินทางไปสุวรรณภูมิเพื่อต่อเครื่องไปเชียงรายกันต่อ

            ว่าถึงเรื่องการเดินทางนั้น ผมแยกทางกับคณะตั้งแต่ตอนแรกเลยครับ เพราะว่าดูเวลาเดินทางแล้ว หากต้องการความสะดวกก็ต้องเดินทางขึ้นบางกอกด้วยนกแอร์แล้วต่อเครื่องบินไทยที่ดอนเมืองต่อ กว่าจะถึงเชียงรายก็ปาเข้าไป 2 ทุ่มเศษ แบบนี้ สาวๆของผมคงท้องไส้ปั่นป่วนกันหมด ดังนั้นผมจึงเลือกเดินทางเช้าหน่อย ถึงบ่ายหน่อย แต่ปลอดภัยต่อท้องสาวๆ

            เราถึงเชียงรายตามกำหนด มีรถของโรงแรมริมกกมารับ เข้าห้องปุ๊บสาวน้อยทั้งสองตัวก็เรียกร้องให้พาไปลงสระ ว่าแล้วก็เสียวสันหลัง เพราะอุณหภูมิตอนนี้มันต่ำหน่อยๆ ผมไม่รู้หรอกครับ ว่ามันกี่องศาเซลเซียส เพียงแค่เท้าจุ่มน้ำก็ขนลุกซู่แล้ว แต่นั่นก็เป็นเพราะเราโตไปหน่อย เด็กดูสนุกจนลืมความเย็นของน้ำ ต้องเตือนให้พี่แป้งรีบขึ้นเพราะปากเริ่มเขียวเหมือนตัวแล้ว นั่นแหละจึงได้ยอมขึ้นจากสระน้ำ

            อาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จ ก็เริ่มออกอาการโวยวายเพราะหิว ผมวางแผนจะพาลูกเมียไปกินข้าวในเมือง จึงให้โรงแรมเรียกตุ๊กๆ (ต่อไปนี้ขอเรียกว่า กะป๊อ นะครับ) มาให้ เขาคิดเงินเราในราคา 150 บาท ผมบอกให้เขาไปกินข้าวต้มที่ร้าน จ.เจริญชัย ที่ต้องมาร้านนี้ก็เพราะเคยมากิน 2 รอบแล้ว ติดใจในความอร่อย เราสั่งอาหารแนะนำ นั่นก็คือ เต้าหู้หมูแดง ที่อร่อยล้ำ (คุณจ้าชอบมาก) ไก่สับเลิศรส ผัดมะเขือดอยตุง ซึ่งเป็นมะเขือยาวผัด รสชาติไม่เฝื่อนลิ้น อร่อยแค่ไหนน่ะเหรอครับ ก็แค่ข้าวต้ม 4 ถ้วยของผมนั่นแหละ

            ออกจากร้านนี้เราก็เดินกันต่อไป เพื่อไปไนท์บาร์ซาร์ เพียง 10 นาทีก็ถึงแล้ว แต่เราก็แวะเข้า Swensens ก่อนจะเข้าไปช๊อปปิ้ง แต่ก็ไม่ได้ช๊งได้ช๊อปอะไรหรอกครับ เพราะว่าผมต้องแบกไอ้ตัวเล็กตลอดเวลา เธอทั้งอิ่มทั้งง่วงเลยเดินไม่รอด ท้ายที่สุดก็ต้องขึ้นกะป๊อกลับโรงแรม แล้วเธอก็หลับปุ๋ยตั้งแต่ตอนนั้นนั่นเอง

            คณะของผมเข้ามาถึงโรงแรมราว 2 ทุ่มกว่าจริงๆ ผมกับพี่แป้งจึงออกไปสมทบกับทีมอีกรอบ ที่ร้าน เอกโอชา ร้านนี้อยู่หน้าโรงแรมไปราว 2 กิโลเมตรได้ครับ ร้านใหญ่โต มีของเล่นให้เด็กไปวิ่งเล่นได้ เพียงแต่ตอนนี้ผมไม่มีโอกาสได้รับรู้รสชาติของอาหารเท่าไหร่นัก เพราะว่าเต้าหู้หมูแดงยังคงไม่ย่อยครับ