Jay says (13:20):
ม็อบ เข้าไปยึด หอบังคับการบิน ที่สุวรรณภูมิ แล้ว เดี๋ยวสักหน่อย ก็เปิดไฟแจ้งรันเวย์ มั่ว

กวิน : says (13:20): เออ เหรอวะ กูนึกถึง โจรโพกผ้าเหลืองในสามก๊ก


นายเจย์เพื่อนผู้เขียนทักมาด้วยข้อความสั้นๆ เพียงเท่านี้ ในฐานะที่นายเจย์ คือว่าที่มหาบัณฑิตทางนิติศาสตร์ และในฐานะที่ผู้เขียนเรียนจบมาทางด้านรัฐศาสตร์ ถ้าจะไม่วิพากษ์การเมืองบ้าง ก็กระไรอยู่ หากเรายังจำ นิยายเรื่อง สามก๊กได้ ซึ่งต่อมาได้ถูกสร้าง เป็นละครโทรทัศน์ สามก๊กมีเพลงประกอบละครที่แปลเป็นไทยในชื่อ ห้วงประวัติศาสตร์ (เพลงประกอบภาพยนตร์สามก๊ก ปี 1994) ประพันธ์ เนื้อร้องโดย หวางเจี้ยน ทำนอง กู่เจี้ยนเฟิน และผู้ที่ถอดความเป็นภาษาไทยคือ ทองแถม นาถจำนง ใจความของเพลง ห้วงประวัติศาสตร์มีอยู่ว่า


พรายเงาง้าว เงากระบี่ ที่เลือนจาง         ลบหายห่าง เสียงกลองเขา เป่าออกศึก
โฉมหน้าคน ยังสดใส ใหม่รำลึก             ยังสดใส ในห้วงนึก เหมือนตาเห็น
ที่จมหาย ไปในท่าม ทะเลเหลือง            ที่เปล่าเปลือง รกร้าง หอไฟเด่น
แต่กาลกิน ไม่ลง คงอยู่เป็น                   ยังคุ้นเห็น ก็เพียงชื่อ ที่ลือชา
รุ่งจำเริญ ล่มสลาย ใครกำหนด              ฤาไร้กฎ ไร้คน กำหนดหา
สายลมพร่าง พัดหมู่ เมฆเคลื่อนคลา       เหมือนมายา เปลี่ยนแปลง แห่งห้วงฝัน
ได้ร่วมพบ พลัดพราก ล้วนบุพเพ           พลัด-พบ หักเห ลิขิตสวรรค์
กล้าหาญ ทำเรื่อง ต่อหน้าพลัน              อย่าประหวั่น คำพิจารณ์ หลังชีพวาย
แยงซี รี่ไหลไป แทนน้ำตา                     แยงซี ครวญเพลงลงมา ไม่เคยหน่าย
ฟากฟ้า ประวัติศาสตร์ ดาวพราวพราย   วีรชนบนโลก ยังเริงร่าย ประชันใจฯ
(1)




สมัยสามก๊กรัฐบาลจีนเกิดปัญหาฉ้อราษฏร์บังหลวง ประชาชนเดือดร้อน เกิด ทุพภิกขภัย (ข้าวยากหมากแพง) ประชาชนส่วนหนึ่ง ไม่พอใจรัฐบาล จึงจัดตั้ง กองโจรโพกผ้าเหลือง ตรรกะที่คิดถูกต้อง คือต่อต้านรัฐบาลกังฉิน แต่การปฏิบัติ ปฏิบัติผิดนั่นคือ กระด้างกระเดื่องต่อรัฐ ออกปล้นสะดมชาวบ้าน (ปล้นคนรวยช่วยคนจน) ชาวบ้านส่วนใหญ่ ไม่พอใจรัฐบาลกังฉินก็ให้ความร่วมมือกับกองโจรโพกผ้าเหลือง บางส่วนที่ไม่เห็นด้วยก็โดนทำร้ายทุบตี เดือนร้อนถึงรัฐบาลจีนในสมัยนั้น โจโฉ และหทารหลวง จึงตัดสินใจออกปราบโจรโพกผ้าเหลือง ในการนี้ เล่าปี่ ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ ก็ออกมาอาสาปราบโจรโพกผ้าเหลืองด้วย  พอโจรโพกผ้าเหลืองถูกปราบ โจโฉก็เถลิงอำนาจ ขุนนางต่างไม่พอใจ เมืองประเทศราช เกิดการแข็งเมือง แบ่งเป็นก๊กต่างๆ อย่างชัดเจน บ้านเมืองเป็นทุรยศ


หันมามองการเมืองไทยในยุคปัจจุบันก็ไม่ต่างไปจากบ้านเมืองของจีนในยุคสามก๊ก ทำให้นึกถึง ทฤษฎี "สองนัคราประชาธิปไตย" (A Theoryof Two Democracies) ของ รองศาสตราจารย์ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เสนอไว้ในหนังสือ สองนัคราประชาธิปไตย : แนวทางการปฏิรูปการเมือง ซึ่ง รองศาสตราจารย์ ดร.เกษียร เตชะพีระ ได้วิเคราะห์โดยสรุปเอาไว้ว่า

"คนต่างจังหวัดเลือกเจ้าพ่อไปตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาลของเจ้าพ่อ" (2)


ย้อนกลับไปเมื่อสัก 30 ปีก่อนที่ประชาชนชาวไทยลุกขึ้นมาต่อสู้ และฆ่าฟันกันเอง แบ่งเป็นข้าง ประชาธิปไตย และข้าง communist  โดยข้างที่เป็น communist ก็ให้ความสำคัญว่าด้วยเรื่องของ การต่อสู้ทางชนชั้น ความเท่าเทียม ความเสมอภาค ภราดรภาพ เป็นต้น

เนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ แต่งกาพย์ยานีบทหนึ่งที่ชื่อว่า หนทางหอยทาก สะท้อนและซ่อนนัยะทางการเมือง เอาไว้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงจากระบอบประชาธิปไตย (ที่ถูกเผด็จการครอบงำ) ไปสู่ระบอบ communist ที่ว่า



ในหญ้ารกนั้นมีทาง               เปลี่ยวอ้างว้างไร้คนเดิน
ทากน้อยจึงทาเงิน                 เป็นเงางามวะวามไว้
รอว่าสักวันหนึ่ง                     ซึ่งตะวันอันอำไพ
จะเกรี้ยวกราดและฟาดไฟ      ประลัยหญ้าลงย่อยยับ
เมื่อนั้นแหละเงินงาม               ระวีวามจะตามจับ
เพชรผกายจะฉายวับ             ขับเงินยวงแห่งช่วงทาง
และทากน้อยจะถมเนื้อ            เพื่อภาวะแห่งผู้สร้าง
ระเหิดหายละลายร้าง              อย่างเคยเคยทุกคราวครั้ง
ทางนั้นจึ่งปรากฏ                   ทอดไปจรดที่ใจหวัง
ตราบใดที่หญ้ายัง                   ก็บังใจที่ไขว่คว้า
การเกิดต้องเจ็บปวด                ต้องร้าวรวดและทรมา
ในสายฝนมีสายฟ้า                 ในผาทึบมีถ้ำทอง
มาเถิดมาทุกข์ยาก                  มาบั่นบากกับเพื่อนพ้อง
อย่าหวังเลยรังรอง                  จะเรืองไรในชีพนี้
ก้าวแรกที่เราย่าง                    จะสร้างทางในทุกที่
ป่าเถื่อนในปฐพี                       ยังมีไว้ให้รอเดิน (3)




ทาก เป็น สัญลักษณ์ ของนักศึกษาที่เข้าป่าเป็นคอมมิวนิสต์ ในสมัยนั้น
หญ้า เป็น สัญลักษณ์ ของ อำนาจเผด็จการ

"การเกิดต้องเจ็บปวด ต้องร้าวรวดและทรมา"

การเกิดต้องเจ็บปวด เป็นสัญลักษณ์ ของลัทธิคอมมิวนิสต์ หมายความว่า การเกิดขึ้นของลัทธิคอมมิวนิสต์ เหมือนดั่ง ผู้หญิงคลอดลูก ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ต้องเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสเป็นตายเท่ากัน แต่เมื่อ ลูกคลอด แล้วอยู่รอดเป็นทารก เมื่อใด ผู้เป็นแม่ก็จะพบแต่ความสุข ลัทธิคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นเพื่อปลดปล่อยมวลชนผู้ทุกข์ยากให้เท่าเทียมเป็นอิสระเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะพบแต่ความสุขแต่ก่อนที่จะคลอดลัทธิคอมมิวนิสต์จำต้องแลกมาด้วยการเสียเลือดเนื้อของคนในชาติ

ทว่าในสมัยปัจจุบัน ทาก หญ้า และ การเกิดต้องเจ็บปวดฯ ถูกตีความ ไปอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ

ทาก ถูกใช้เป็น สัญลักษณ์ ของ พันธมิตรฯ
หญ้า ถูกใช้เป็น สัญลักษณ์ ของ รัฐบาลกังฉิน
การเกิดต้องเจ็บปวด ต้องร้าวรวดและทรมา ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของ อารยะขัดขืน (การดื้อแพ่ง) การออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลกิงฉิน คือ พันธมิตร มองว่า ความชอบธรรม นั้นเหมือน การคลอดลูกจำเป็นต้องเสียเลือดเสียเนื้อ เพื่อให้ได้มาซึ่ง ประชาธิปไตย นั่นเอง


ศาสตรจารย์ ดร. ยศ สันตสมบัติ เขียนหนังสือเล่มหนึ่งแค่ชื่อก็ฟังดูเสียดสีพิกลๆ หนังสือนั้นชื่อว่า  "จากวานรถึงเทวดา : มากซิสม์และมานุษวิทยามากซิสม์" เป็นที่ทราบกันดีว่า คนเรามีวิวัฒนาการมาจาก ลิง (วานร) ต่อมาลิง ก็กลายเป็น สมมติเทพ  นั่นคือ ลิง มีการพัฒนาทั้งในด้านร่างกาย และในด้านสังคมให้มีความสลับซับซ้อน จากลิงธรรมาก็กลับกลายเป็นเทวดา ไปเสียได้ การมองสังคมแบบนี้นี้ เป็นการมองในแบบ มากซิสม์ ที่ต่อต้านระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์/ระบอบศักดินา และชนชั้น 

ในความคิดของผู้เขียน เมื่อนำความคิดของ  รองศาสตราจารย์ ดร. เอนก เหล่า ธรรมทัศน์ +  รองศาสตราจารย์ ดร.เกษียร เตชะพีระ + ศาสตราจารย์ ดร. ยศ สันตสมบัติ ก็จะได้อนุสติที่ว่า


การเมืองไทยวนเวียนอยู่กับการซื้อเสียงขายสิทธิ์ โดยชาวบ้าน เป็นผู้เลือกนักการเมืองฉ้อราษฎร์เข้ามาบริหารประเทศ นักการเมืองที่จากเดิม มีโคตรเหง้าเป็นลิง ก็สถาปนาตนเองให้กลายเป็น เทวดา/อภิสิทธิชน)  เมื่อใช้เงินซื้อเสียงเข้ามา  นักการเมืองลิงเทวดา ก็ย่อมต้องถอนทุนคืน กลุ่มคนที่มีการศึกษา ที่เกลียดชังนักการเมืองฉ้อฉลก็ออกมาประท้วงขับไล่ จนกลายเป็นสงครามความขัดแย้งระหว่าง ชาวกรุง และ ชาวชนบท

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ต้องออกมาประท้วงกันอีกสักกี่ครั้ง?  สิ่งที่ควรประท้วงขับไล่มากที่สุด ก็คือ วงจรอุบาทว์ว่าด้วยการซื้อเสียงขายสิทธิ์ เมื่อตัดวงจรฯ นี้ได้ การประท้วง การต่อสู้ ระหว่างคนในชาติก็จะไม่เกิดขึ้น ที่สำคัญก็คือ คนไทยต้องต่อสู้กับ ความอยากได้อยากดี อยากมีอยากเป็น ให้ชนะเสียก่อน เพราะ กิเลสตัณหาและอุปาทานเหล่านี้ คือ ต้นกำเนิดของการ ทุจริต เมื่อบ้านเมืองสงบสุขก็จะไม่เกิด กบถโจรโพกผ้าเหลือง นั่นเอง


อ้างอิง

(1) เพลงสามก๊ก. [cited 2008 November 26]. Available from: http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2008/02/A6348449/A6348449.html

(2) เกษียร เตชะพีระ. ที่เรียกว่าสองนัคราประชาธิปไตย. มติชนรายวัน วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10170 อ้างใน ที่เรียกว่าสองนัคราประชาธิปไตย [cited 2008 November 26]. Available from: http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q1/2006january13p1.htm

(3) เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์. หนทางหอยทาก. ประชาธิปไตย , 13 ตุลาคม 2516