นานาทัศนะ : การจัดการความรู้เพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ในภาคการศึกษา

ตอนที่ ๑ , ตอนที่ ๒ , ตอนที่ ๓ , ตอนที่ ๔, ตอนที่ ๕.๑, ตอนที่ ๕.๒,

 ตอนที่ ๖.๑, ตอนที่ ๖.๒, ตอนที่ ๗.๑, ตอนที่ ๗.๒, ตอนที่ ๘.๑. ตอนที่ ๘.๒

ส่วนที่ 2
รายละเอียดเบื้องต้นของการดำเนินงานโครงการวิจัยและพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรทางการศึกษาด้วยการจัดการความรู้

ดังที่กล่าวข้างต้นว่า กิจกรรมการจัดมหกรรมตลาดนัดการจัดการความรู้ 4 ภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นกิจกรรมหนึ่งในการดำเนินงานโครงการวิจัยและพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรทางการศึกษาด้วยการจัดการความรู้ ฉะนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและมองเห็นภาพการดำเนินงานโครงการ พร้อมทั้งอาจเป็นประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้ จึงได้สรุปรายละเอียดเบื้องต้นของการดำเนินงานโครงการวิจัยฯ ดังต่อไปนี้

ความเป็นมา

      

โลกในศตวรรษนี้และในอนาคตเป็นโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและมีผลกระทบต่อประชากรโลกอย่างกว้างขวางมากมาย ซึ่งเป็นการวิวัฒน์ไปตามความเจริญทางเทคโนโลยีการสื่อสาร วิทยาการ และข่าวสารต่างๆ ที่สามารถแพร่สะพัดไปตามส่วนต่างๆ ของโลก โดยปราศจากพรมแดนทางการเมือง ศาสนา วัฒนธรรม และระยะทางเป็นข้อจำกัดขีดคั่น อันส่งผลให้เกิดการถ่ายเททางวัฒนธรรม การค้า การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติของคนในภูมิภาคต่างๆ ก่อให้เกิดการแข่งขันกันมากขึ้นกว่าเดิม และเป็นการแข่งขันด้วยการสร้างนวัตกรรม (innovation) ซึ่งต้องอาศัยฐานความเข้มแข็งของทรัพยากรทางปัญญาเป็นสำคัญ ทำให้สังคมโลกเป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ (knowledge – based society and economy) ความรู้ของคนในชาติจึงเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดของคุณภาพชีวิต ไม่ใช่การมีทุนมาก ไม่ใช่ทรัพยากรธรรมชาติหรือการมีแรงงาน แต่เป็นความรู้ที่จะทำให้มนุษย์ปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาส่วนต่างๆ ของสังคม เพื่อการอยู่รอดและการแข่งขันได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ประเทศไทยเป็นชาติหนึ่งที่อยู่ในกระแสของความเร่งด่วนที่จะต้องสร้างเสริมให้คนในชาติมีศักยภาพในการทำงานที่สูงขึ้น โดยใช้ความรู้เป็นพื้นฐาน นอกเหนือจากการมีทรัพยากรพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์และสังคมที่พอเพียงแล้ว การจัดการศึกษาแบบเดิมที่ถือปฏิบัติกันมานับศตวรรษนั้น ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปการศึกษาอย่างขนานใหญ่ เพื่อสร้างคุณภาพดังกล่าวให้กับคนไทยทุกคน

เป้าหมายหนึ่งที่สำคัญมากของการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือการส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรทางการศึกษา คือสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และหน่วยงานทางการศึกษาที่ใกล้ชิดกับสถานศึกษาโดยเฉพาะสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีความเข้มแข็งและมีศักยภาพสูงขึ้นในการพัฒนาคุณภาพของงานที่ปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และอย่างต่อเนื่องยั่งยืน เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมและการจัดบริการทางการศึกษาให้เหนือความคาดหวังของผู้รับบริการ หรือให้เป็นไปตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

ทว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะเกิดกระแสความตื่นตัวในการดำเนินงานเพื่อปฏิรูปการศึกษา หรือพัฒนาคุณภาพของงานที่ปฏิบัติของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ด้วยวิธีการที่หลากหลาย มีการศึกษาข้อมูล มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประมวลเป็นสารสนเทศ แล้วนำไปตรวจสอบ เชื่อมโยง อภิปรายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จนสามารถผลิตเป็นผลงานและองค์ความรู้มากมาย หากแต่ว่าในการดำเนินงานยังขาดการรวมพลังของบุคลากรในการนำความรู้ ประสบการณ์และศักยภาพของแต่ละคนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปัน และสร้างเป็นความรู้ใหม่ที่จำเป็นต่อการพัฒนางาน และสามารถนำไปทำหรือปฏิบัติได้จริง นอกเหนือจากนั้น การเข้าถึงและนำข้อมูลข่าวสารและความรู้ใหม่ๆ จากภายนอกองค์กรมาใช้เพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการทำงานและการพัฒนาตนเองของบุคลากรและขององค์กรการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ยังมีไม่มากนัก

ด้วยเหตุนี้ นโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการจึงเร่งรัดผลักดันการกระจายอำนาจและสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรการศึกษาในการทำงานตามบทบาทหน้าที่และภารกิจงานขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจัดการองค์กรให้บรรลุตามเป้าหมายขององค์กรได้ นอกเหนือจากนี้ แนวคิดและทิศทางของการปฏิรูประบบราชการที่ต้องการขับเคลื่อนให้องค์กรภาครัฐดำเนินการจัดการความรู้เพื่อให้เอื้อต่อการใช้ความรู้ในการทำงานตามขอบเขตความรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ โดยมุ่งพัฒนาความรู้ในส่วนราชการและนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ให้เกิดลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมแห่งความรู้ และเกิดการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ในสังคม จึงทำให้เกิดการขับเคลื่อนการนำการจัดการความรู้สู่การพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กรการศึกษาทุกระดับ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน

การจัดการความรู้ (knowledge management)” เป็นเครื่องมือการบริหารและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานงานที่ปฏิบัติ ใช้เพื่อการเรียนรู้ขององค์กร นำเข้ามาใช้ในองค์กรเพื่อสร้างองค์กรให้มีความเข้มแข็งและมีศักยภาพสูงขึ้นในการทำงานตามบทบาทหน้าที่และภารกิจงานขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และต่อเนื่องยั่งยืน

ดังนั้น “การจัดการความรู้ จัดเป็นกระบวนการทำงานและจัดการองค์กรให้บรรลุตามเป้าหมายที่สำคัญอย่างน้อย 3 ประการไปพร้อมกัน คือ บรรลุเป้าหมายการพัฒนางาน การพัฒนาคน และการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เป็นการดำเนินการร่วมกันโดยผู้ปฏิบัติงานในองค์กรเพื่อสร้างและใช้ความรู้ในการทำงานให้เกิดสัมฤทธิผลดีขึ้นกว่าเดิม เป็นกระบวนการส่งผ่านความรู้ (knowledge transfer) ภายใต้หลักการและแนวทางที่ว่า มุ่งให้เกิดการนำพลังปัญญาขององค์กรมาเพิ่มพลังในการเรียนรู้ ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ ความสามารถ พร้อมรวบรวมและสร้างความรู้ใหม่ที่จำเป็นต่อการพัฒนางานให้สำเร็จ ให้คนเข้าถึงความรู้ รู้จักเลือกใช้ ดัดแปลง ปรับปรุง ต่อยอดความรู้ที่มีอยู่เดิม และหรือสร้างความรู้ใหม่ อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลขององค์กรที่จัดและที่สนับสนุนการจัดการศึกษา โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือพัฒนาการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพให้กับผู้เรียน หรือการปฏิรูปการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ สร้าง สุขภาวะ ในการเรียนรู้ของผู้เรียน ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่ใช้ความรู้เป็นฐานของการพัฒนาและการแข่งขันในปัจจุบัน

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม ดำเนินการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรทางการศึกษาด้วยการจัดการความรู้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการความรู้ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรด้วยการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของบทบาท ภารกิจ และการจัดการองค์กรให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด โดยเฉพาะในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ทั้งนี้ ใช้เขตพื้นที่การศึกษาตามจำนวนเขตตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการเป็นฐานการพัฒนา และเป็นกลไกให้เกิดการผลักดันการใช้การจัดการความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรทางการศึกษา พร้อมแพร่ขยายสู่องค์กรอื่น รวมทั้งเพื่อให้ได้ข้อเสนอด้านนโยบายและยุทธศาสตร์การส่งเสริมให้องค์กรทางการศึกษาขั้นพื้นฐานใช้การจัดการความรู้ในการพัฒนาหรือปฏิรูปการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ

กรอบแนวคิดการพัฒนานวัตกรรม

การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรทางการศึกษาด้วยการจัดการความรู้ เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยยึดเขตพื้นที่การศึกษาตามจำนวนเขตตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเป็นฐานการพัฒนา (area approach) และดำเนินการพัฒนาทั้งองค์กร (whole organizational development approach) คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาขั้นพื้นฐานดำเนินการพัฒนาตนเองโดยใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร แบบรวมพลังทั้งองค์กรและสร้างบรรยากาศแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนฐานประสบการณ์ตรงและการปฏิบัติจริง เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ ให้เกิดการสร้างมวลความรู้และกระบวนการเรียนรู้ทั้งองค์กร เพื่อนำไปสู่การใช้ความรู้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ซึ่งจะเกิดรูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรที่ดีที่สุด (best practice) ที่สามารถขยายผลไปสู่องค์กรการศึกษาอื่นได้

กรอบแนวคิดการพัฒนานวัตกรรมใช้การคิดเชิงระบบ ประกอบด้วย

ปัจจัยนำเข้า เริ่มจากการประชุมปฏิบัติการทีมวิจัยและกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลักทุกกลุ่มเพื่อปรับกระบวนทัศน์และเตรียมความรู้พื้นฐานในด้านการจัดการความรู้ในองค์กร พร้อมกับทำความเข้าใจขั้นตอนต่างๆ ของการจัดการความรู้

ปัจจัยกระบวนการ คือองค์กรเป้าหมายการวิจัยจะได้เข้าสู่กระบวนการจัดการความรู้ ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนย่อย คือ 

ขั้นแรก เริ่มจากการประเมินโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วยกิจกรรม 2 กิจกรรม ได้แก่ การวิเคราะห์ทุนเดิมขององค์กร และการเชื่อมโยงการจัดการความรู้เข้ากับยุทธศาสตร์ขององค์กร ซึ่งเป็นขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้ของการเข้าร่วมโครงการขององค์กรเป้าหมายการวิจัย

ขั้นที่สอง การพัฒนาการจัดการความรู้หลังจากที่ได้ทราบสภาพทุนเดิมขององค์กรแล้ว แต่ละองค์กรจะได้ดำเนินการในกิจกรรมพื้นฐาน 3 กิจกรรม ได้แก่ การจัดตั้งทีมจัดการความรู้ขององค์กร  การวิเคราะห์และตรวจติดตามความรู้ที่มีอยู่ทั้งในและนอกองค์กรเพื่อหาสินทรัพย์ความรู้ขององค์กร แล้วจึงพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้ที่เหมาะกับบริบทขององค์กร

ขั้นที่สาม การกระจายสู่การปฏิบัติและการประเมิน ในขั้นนี้แต่ละองค์กรจะมีรูปแบบการจัดการความรู้ที่เป็นต้นแบบไว้แล้ว และจะต้องทำกิจกรรมพื้นฐาน 2 กิจกรรม ได้แก่ การทดลองรูปแบบที่พัฒนาขึ้น พร้อมทั้งประเมินการทดลองรูปแบบเพื่อปรับปรุง

ขั้นที่สี่ คือ การแพร่ขยาย เป็นการแพร่ขยายภายในองค์กรเป้าหมายการวิจัย และแพร่ขยายสู่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายการวิจัย โดยการแพร่ขยายนั้นนอกจากต้องการในเชิงปริมาณแล้ว ยังต้องการศึกษาวิธีการแพร่ขยายการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอีกด้วย

ขั้นตอนที่กล่าวทั้งสิ้น เป็นการวิจัยและพัฒนาที่เกิดขึ้นในองค์กรเป้าหมายการวิจัย ขณะเดียวกันทีมวิจัยทำหน้าที่เสมือนทีมที่ปรึกษาการวิจัยและพัฒนา พร้อมเก็บข้อมูลที่เป็นปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จ และข้อมูลที่จะนำมาสู่การพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการจัดการความรู้ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

ปัจจัยผลผลิต ประกอบด้วย

ประการแรก มีระบบการจัดการความรู้ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นกลุ่มเป้าหมายการวิจัย

ประการที่สอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่การศึกษาเป้าหมายการวิจัยมีการจัดการความรู้ขององค์กร และเป็นต้นแบบที่แพร่ขยายไปสู่องค์กรทางการศึกษาอื่น

ประการที่สาม มีนโยบายและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการจัดการความรู้ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

 

อ่านต่อตอนที่ ๙.๒

วิจารณ์ พานิช

๑๓ พ.ย. ๕๑