"คลัง" รับวิกฤติเศรษฐกิจไม่จบลงง่าย ๆ เตรียมเสนอครม.ขอเกลี่ยงบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาท ใช้ต่อเนื่องไปจนถึงปีงบปี 2553 จากแผนเดิมใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะงบปี 2552 พร้อมตั้งงบประมาณขาดดุลยาวไปถึงปี 2555คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ที่มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง เป็นประธาน ได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน โดยมีหน่วยงานด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)นายสุชาติเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลกว่าจะชะลอตัวต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี โดยจะรายงานให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบภายในสัปดาห์หน้า เพื่อวางแผนระยะยาวให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ผ่านการทำงบประมาณแบบขาดดุลไปจนถึงปี 2555 หลังจากที่ในปี 2552 ได้ทำงบประมาณแบบขาดดุลไปแล้ว 3.5 แสนล้านบาท นอกจากนี้ จะเสนอ ครม.ปรับปรุงการใช้จ่ายของงบประมาณกลางปี 2552ที่เพิ่มขึ้น 1 แสนล้านบาท โดยแบ่งไปใช้ในปีงบประมาณ 2553 ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่มีการกำหนดว่า ต้องเบิกจ่ายงบประมาณกลางปีที่เพิ่มขึ้น 1 แสนล้านบาท ภายในปีงบประมาณ 2552 เท่านั้น "งบกลางที่เพิ่มขึ้น1 แสนล้านบาทไม่จำเป็นต้องเร่งใช้ให้หมดภายใน 9 เดือน แต่ควรจะค่อย ๆ ใช้ มีช่วงเวลาให้คล้องกับภาวะเศรษฐกิจโลก ถ้าเร่งใช้งบประมาณหมดแต่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ก็ไม่ใช่เรื่องดี อยากให้ฝ่ายต่าง ๆ ดูเม็ดเงินที่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่จำเป็นต้องใช้งบให้หมดในปีเดียว อาจเป็นงบเหลือจ่ายปีต่อไป เพราะรายได้ภาษีเราอาจเก็บได้ไม่ดีนัก"
นายสุชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจในเดือนตุลาคมชะลอตัวลงมาก โดยคาดว่าในไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 (กรกฎาคม-กันยายน 2551) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี จะขยายตัวได้แค่ 4% เพราะจากตัวเลขล่าสุด ด้านการส่งออก การบริโภค และการลงทุน ชะลอตัวลง อย่างมาก เป็นไปตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง "แม้เศรษฐกิจครึ่งหลังของปีจะขยายตัวได้ต่ำ แต่จากการที่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวได้5.7% ก็คาดว่าจีดีพีทั้งปี 2551 ยังขยายตัวได้ 5%" นายสุชาติ กล่าว อย่างไรก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะถดถอยต่อไปอีก 1-2 ปี จึงจะเริ่มฟื้นตัว ดังนั้นจึงมีผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยในอีก 2 ปีข้างหน้าก็จะขยายตัวช้า หรือจีดีพีจะขยายตัวประมาณ 4% แต่ก็ยังถือว่า เป็นระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากเศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศก็ขยายตัวติดลบ
นายสุชาติยังมีแนวคิดที่จะทำการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะการแข่งขันของเศรษฐกิจโลก แต่ก็จะพิจารณาอยู่บนกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ทั้งนี้หากปรับลดอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลลงอีก 5% จากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ 30% ก็จะส่งผลให้รายได้ของรัฐบาลลดลงถึงประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งตามปกติแล้วการปรับโครงสร้างภาษีจะดำเนินการก็ต่อเมื่อภาครัฐมีรายได้จากส่วนอื่นเข้ามาทดแทน หรือสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศต้องอยู่ในระดับที่ดีพอสมควรแล้วเท่านั้น
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯและได้ลุกลามไปยังยุโรป เอเชีย และละตินอเมริกาในขณะนี้ เกิดขึ้นจากการปล่อยให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ มากมายในโลก โดยไม่ได้มีการควบคุมที่เหมาะสม ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากความไม่สมดุลของระบบการเงินโลกช่วงปี 4-5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ฟองสบู่ในสหรัฐแตกจนลุกลามทั่วโลก ดังนั้นในช่วงต่อไปนโยบายการเงินจะต้องดูแลเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการดูแลเรื่องความผันผวนของเงินทุน จะต้องให้ความสำคัญกับดุลเงินตราต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบของการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่จะส่งผลต่อสภาพคล่องในประเทศ และกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยหากพบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ ต้องมีนโยบายเข้าไปดูแลทันที
สำหรับประเทศไทยนั้นในช่วงต่อจากนี้จะต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทั้งในเรื่องระบบการเงิน และภาคเศรษฐกิจแท้จริง ให้สามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง เพราะความเสียหาย และการขาดสภาพคล่องของระบบการเงินจะลากให้เศรษฐกิจจริงเสียหายไปด้วย ในขณะนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นในต่างประเทศ ไม่ใช่ในประเทศไทย แต่ยอมรับว่า ทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการส่งออกของไทยในปีหน้าจะชะลอตัวลง โดยในช่วงต่อไป ธปท.จะใช้นโยบายการเงินช่วยดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น
แนวหน้า มติชน คม ชัด ลึก ไทยโพสต์ ฐานเศรษฐกิจ
บ้านเมือง ไทยรัฐ โพสต์ทูเดย์ 24 พ.ย. 51