ขุนคลังรับออร์เดอร์นายกฯรื้อโครงสร้างภาษีทั้งระบบให้เสร็จภายใน 2 เดือน ทั้งลดภาษีเงินได้นิติบุคคล-บุคคลธรรมดา-หัก ณ ที่จ่าย ชุดใหญ่ "สุชาติ" ชี้ปี"52 ลดภาษีทำให้งบฯ ขาดดุลเพิ่มได้อีก 50,000 ล้านบาทคาดไม่มีปัญหา
ภายหลังจากที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ได้ข้อเสนอของภาคเอกชนที่จะให้กระทรวงการคลังไปปรับปรุงโครงสร้างภาษีทั้งระบบ โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังไปศึกษาให้เสร็จภายใน 2 เดือนนั้น
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เรื่องการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบนั้น ขณะนี้ตนได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)เร่งศึกษาโดยเฉพาะแผนการปรับลดภาษีเงินได้ติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว แต่ในระหว่างนี้รัฐบาลได้มีการจัดทำงบฯ กลางปีเพิ่มเติมอีก 100,000 ล้านบาท และยังไปกู้เงินจากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย อีก 34,000 ล้านบาท ทำให้ยอดการขาดดุลงบประมาณในปี 2552 อยู่ที่ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งตามกฎหมายงบประมาณ รัฐบาลสามารถจัดทำงบฯ ขาดดุลได้สูงถึง 4 แสนล้านบาท เพราะฉะนั้นจึงยังพอมีช่องทางที่จะปรับลดอัตราภาษีลงมาได้ โดยที่ไม่กระทบกับกรอบวินัยการคลัง
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงสร้างของอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในปัจจุบัน กรณีที่เป็นธุรกิจทั่วไปเก็บภาษีในอัตรา 30% ของกำไรสุทธิ ถ้าเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดเอ็มเอไอเสียภาษีอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ ส่วนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เสียภาษีอัตรา 25% ของกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่เกิน 300 ล้านบาท หากมีการปรับลดภาษีลงจาก 30% เหลือ 25% คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไม่เกิน 30,000 ล้านบาท แต่ก็มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาที่ว่าถ้าลดลงมาเหลือ 25% บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจไม่ได้รับประโยชน์ ดังนั้นแนวทางที่กำลังพิจารณากันอยู่ กรณีที่เป็นกิจการทั่วไปลดลงจาก 30% เหลือ 25% บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯลดลงเหลือ 20% เป็นต้น
ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โครงสร้างของอัตราภาษีมีอยู่ 5 อัตรา คือ ผู้มีเงินได้ 0-150,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี, ผู้มีเงินได้ 150,001-500,000 บาท เสีย 10%, เงินได้ 500,001-1 ล้านบาท เสีย 20%, เงินได้ 1,000,001-4 ล้านบาท เสีย 30% และเงินได้ตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 37% หากขยายฐานผู้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีขึ้นไปเป็นเงินได้ 200,000-250,000 บาท กลุ่มคนที่จะได้รับประโยชน์คือคนชั้นกลางขึ้นไปถึงระดับบน ประชาชนในระดับล่างไม่ได้อะไร เพราะรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องนำมาคำนวณเสียภาษีอยู่แล้ว แต่ถ้าไปปรับลดภาษีลงจาก 37% เหลือ 30% กลุ่มคนชั้นกลางและระดับรากหญ้าก็ไม่ได้อะไรเช่นกัน ขึ้นอยู่กับนโยบายว่าต้องการเพิ่มเม็ดเงินเข้าไปที่กระเป๋าของคนกลุ่มไหนภาษีหัก ณ ที่จ่าย ปัจจุบันมีหลายอัตรา ตัวนี้ไม่ควรไปปรับลดอัตราลง เพราะเมื่อถึงเวลาที่จะต้องยื่นแบบเสียภาษีเงินได้ ทั้งนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ผู้เสียภาษีอาจไม่มีเงินมาจ่าย ถ้าในแต่ละเดือนจ่ายน้อยลงปลายปีก็หนัก ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรที่จะไปยกเลิกการจัดเก็บภาษีตัวนี้เพราะภาษีตัวนี้เป็นเครื่องมือของกรมสรรพากรในการ
ตรวจเช็คยันกันระหว่างนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลกับนิติบุคคล เพราะทุกครั้งที่นิติบุคคลจ่ายเงินชำระค่าสินค้า หรือบริการ ต้องหักนำส่งกรมสรรพากร ทุกเดือน และถ้ามีการปรับลดอัตราภาษีลงก็จะต้องมาพิจารณาหารายได้ในส่วนไหนมาชดเชยรายได้ของรัฐที่สูญเสียไป ในระยะสั้นอาจใช้วิธีการออกพันธบัตรรัฐบาลกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ในระยะต่อไปจะต้องมีการปรับขึ้นอัตราภาษีบางประเภท อย่างเช่น การปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจากอัตรา 7% เป็น 10% ได้เม็ดเงินภาษีมาก แต่ผู้บริโภคคนสุดท้ายเป็นผู้รับภาระ ซึ่งนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คงจะไม่เอาด้วย เพราะไปกระทบเศรษฐกิจในระดับฐานราก
ในส่วนของกรมสรรพสามิตที่กำลังดำเนินการอยู่ก็จะมีการปรับเพดานของอัตราภาษีสุรา ยาสูบ ขึ้นไปอีก ขณะนี้เรื่องอยู่ที่สภา แผนการปรับปรุงอัตราภาษีในหมวดเครื่องดื่มน้ำอัดลม เป็นต้น ส่วนกรมศุลกากรกำลังศึกษาในเรื่องของการปรับอัตราภาษีนำเข้าอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ส่วนภาษีตัวใหม่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเตรียมไว้จะมีภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษี โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีทรัพย์สิน หากนำมาใช้จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี
ประชาชาติธุรกิจ 24 พฤศจิกายน 2551