ความเข้าใจพื้นฐานนี้จะมีได้ ก็ต่อเมื่อเราสลัดความเป็นผู้บริโภคในเรือนใจออกเสียก่อนในการเข้าหาศาสนธรรม

         บันทึกที่แล้วมีข้อความตอนหนึ่งที่ผมพูดไปว่า . . . ผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อะไร แค่ทำไป มีความสุขไป ใส่เป้าหมายไว้ในแต่ละก้าวที่ก้าวไป ก็เท่านั้น พยายามทำมันให้ดีที่สุด . . . แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ามีหนังสือที่ซื้อมาจากงานมหกรรมหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดยท่านเชอเกียม ตรุงปะ (แปลโดยพจนา จันทรสันติ) หนังสือชื่อว่า การเดินทางอย่างปราศจากจุดมุ่งหมาย ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่าน เลยหยิบขึ้นมาผ่านๆ แค่อ่านคำนำที่เขียนโดยอาจารย์วีระ สมบูรณ์ ก็ทำให้วางไม่ลงแล้ว

         วันนี้ยังไม่นำเสนอเนื้อหาข้างใน ขอนำข้อความประทับใจที่อยู่ในคำนำมาให้อ่านกันก่อน ดังต่อไปนี้ . . .

คนในสังคมบริโภคย่อมเข้าหาศาสนธรรม ด้วยทัศนคติแบบเดียวกับที่พวกเขามี เมื่อเดินเข้าไปในซูเปอร์มาเก็ตหรือห้างสรรพสินค้า ทุกอย่างดูเหมือนเป็นการเลือก ทุกอย่างดูเหมือนเสรี ทุกอย่างตองสนองความต้องการ และทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งสำเร็จรูป ด้วยทัศนคติเช่นนี้เมื่อเข้าหาศาสนธรรม พวกเขา (หรืออีกนัยหนึ่งพวกเรา) ย่อมต้องการความรู้สึกว่า เลือกได้สารพัด มีอิสระเสรี ตรงตามความต้องการ และยิ่งถ้าบอกว่า ฉับพลัน ในแบบเดียวกับบะหมี่สำเร็จรูป ก็ยิ่งน่าปรารถนา

 

เชอเกียม ตรุงปะ ต้องการเตือนผู้บริโภคว่า มันไม่ง่ายเช่นนั้น ไม่เสรีเช่นนั้น ไม่ใช่แค่น้ำเดือดก็จะสำเร็จ มรรคผลและศาสนธรรมทั้งหลาย ต้องการความเข้าใจพื้อฐานที่แตกต่างออกไป และความเข้าใจพื้นฐานนี้จะมีได้ ก็ต่อเมื่อเราสลัดความเป็นผู้บริโภคในเรือนใจออกเสียก่อนในการเข้าหาศาสนธรรม

. . . ท่านพูดได้ โดนใจ จนถึงกับทำให้ผมพูดอะไรไม่ออกเลย