นาลุ่ม นาดอนพ่อก็สอนว่าทำนาก็ต้องรู้จะทำตรงไหนก่อนตรงไหนทำทีหลัง (พ่อผมสอนเรื่องการวางแผนภาคปฎิบัติก่อนที่จะมารับทฤษฎีจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัย) ในการทำนาที่ที่มีน้ำขังท่วม พ่อเรียกว่าที่ลุ่ม ส่วนที่ดอนที่ที่ต้องอาศัยน้ำจากฟ้าอย่างเดียวในตอนที่ผมเริ่มจำได้ พอโตขึ้นมาอีกหน่อยพ่อผมก็เอาเครื่องสูบน้ำ สูบน้ำจากที่ลุ่มผ่านรางน้ำ (เอาดินมาทำเป็นคันนาห่างกันสักเมตรครึ่ง) ไปที่ดอนบางครั้งผมเห็นพ่อรีบเร่งออกไปไถดะ แต่บางช่วงพ่อก็รีบไปไถที่ที่มีน้ำมาก (ที่ลุ่มจะมีน้ำท่วมหากฝนตกลงมามาก) ตอนนั้นผมว่านอกจากครอบครัวผมแล้ว ทางบ้านตาผม (ที่บ้านเรียกว่าพ่อแก่) น้าๆก็มาช่วย ช่วยกันไปช่วยกันมาละครับ (น่าจะสงสารหลานอย่างพวกพี่ๆน้องๆผม แม่เป็นพี่คนโต) ทุกปีพ่อฟังวิทยุตอนเสี่ยงทายของที่พระโคกินในวันพืชมงคลว่าฝนจะแล้ง นาดอนพ่อจะรีบทำโดยการหว่านก่อน หากปีไหนฝนจะมากพ่อจะรีบทำนาที่ลุ่มก่อน หากดำทันก็จะดำ บางปีก็หว่านพันธุ์ข้าวในที่ลุ่ม พอน้ำมา พ่อ แม่ก็ใช้วิธีเอากล้าที่มีลำต้นยาวๆไปดำแซมตรงที่หว่านข้าวและขึ้นห่างกัน นาดอน หรือนาลุ่มที่ทำตอนต้นๆ ฤดู ก็จะใช้พันธุ์ข้าวหนัก ในตอนกลางๆและตอนปลายการทำนาก็ต้องใช้พันธุ์กล้าที่เป็นข้าวเบา
การเตรียมพื้นที่เริ่มจากการไถอีกครั้ง (ไถแปร ผมเคยได้ยินเพลงลูกทุ่งชื่อเพลง “รอยไถแปร”ผมว่าหากมีเนื้อและทำนองเพลงผมก็น่าจะร้องได้) เพื่อพลิกดินกลับอีกทีหนึ่งและทำให้ดินที่เป็นก้อนย่อยให้เล็กลงส่วนใหญ่จะแตกละเอียดแต่ก็ไม่เป็นโคลน เหมือนแปลงกล้า การดำนาส่วนใหญ่ที่บ้านผมก็จ้างเป็นงาน (100 ตารางวา)เป็น ไร่ (4งาน) โดยการถือกล้าไว้ที่มือข้างหนึ่งให้โคนกล้าวางเหมือนเวลาเราอุ้มเด็กเล็กมือเดียวอย่างไรอย่างนั้น แล้วมืออีกข้างหนึ่งดึงต้นข้าวออกมาจากมัดกล้าครั้งละ2-3 ต้น แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเราดำโคนต้นกล้าให้ใกล้รากที่สุดลงไปในดิน การดำนาของชาวนาจะดำกันเป็นหน้ากว้างประมาณสักเมตรครึ่งและถอยหลังดำเพื่อที่จะไม่เหยียบต้นข้าวที่ดำ ดังนั้นการวางมัดกล้าก็ต้องคำนวณให้ดีว่าให้หมดตรงที่มัดกล้าวางอยู่คนดำนาจะได้ไม่เสียเวลาอยู่ในฝ่ามือเรา พอข้าวที่ดำเริ่มตั้งตัวได้ประมาณเกือบเดือน พ่อ พี่ชาย บางที่พี่สาวผมก็จะหว่านปุ๋ยเพื่อเร่งให้ข้าวโตเร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการดำนา ผมคิดว่าการทำนาที่บ้านผมนั้นน่าจะมาหยุดเอาตอนเกือบออกพรรษา บางปีฝนตกมากในช่วงออกพรรษาน้ำก็เริ่มท่วม แต่ก็ไม่นานอีกเดือนต่อมาก็ลอยกระทง ที่แม่จะเป็นคนจัดเตรียมกระทงให้ลูกๆ ที่ยังทำเองไม่ได้ พี่ๆผมทำได้แล้วและก็จะสวยงามกว่าของแม่ทำให้มาก ตอนเที่ยงคืนแม่จะพาพวกเราไปลอยกระทงที่คลองหน้าบ้าน บางปีที่น้ำท่วมพวกเราก็ลอยกันในบ้าน จากวันลอยกระทงไม่นานนัก พ่อ แม่ก็จะเตรียมอาหารเป็นชะลอมๆ 4-5 ชะลอม แม่บอกว่าเอาไปไหว้พระโพสพที่นาผืนต่างๆ (แต่ละแห่งที่ที่นาไม่ติดกัน) และแปลงข้าวที่ปลูกต่างชนิดกัน เป็นการต้อนรับขวัญข้าวที่ตั้งท้องและเริ่มออกรวงช่วงนี้ผมว่าอากาศเริ่มหนาวแล้ว น้ำในนาเริ่มลด พ่อจะออกไปดูทุ่งนาทุกเช้าเพื่อดูว่ายังมีน้ำตรงไหนมาก พ่อก็จะใช้จอบที่แบกไปด้วยไขน้ำออก (ขุดคันนาเป็นช่องระบายน้ำออก) จะค่อยๆระบายน้ำออกจากนาต้นข้าวที่ตั้งท้องจะได้ปรับตัวและเริ่มแทงช่อรวงข้าวออกมา
การทำนาทั้งนาดำ หรือนาหว่านพ่อมีการวางแผนการทำเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพันธุ์ข้าว ที่นา น้ำ ปุ๋ย ฯ โดยใช้ข้อมูลจากประสบการณ์ กำหนดงานก่อนหลังได้อย่างลงตัว เท่าที่ผมจำได้ที่บ้านจะทำนาเสร็จก่อนเพื่อนบ้านใกล้เคียงเสมอตรงนี้เป็นความแยบยลของพ่อผมที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษแล้วก็ส่งต่อมาถึงพี่ชาย และพี่สาวผม
.................................................................
แม่พระโพสพตั้งท้องแล้วครับน่าจะครึ่งทางแล้ว กว่าจะเป็นข้าวสวยให้ผมได้กินก็เห็นชีวิตลูกชาวนาอย่างผม
ทุกวันนี้เปลี่ยนไปเยอะมากแล้วครับอาจารย์
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือ ชาวนายังจนเหมือนเดิม
ขอบคุณมากครับ
ครับเราคงเกื้อกูลกัน ทั้งชาวนาและชาวกรุง
ถึงจนก็จนแค่ทรัพย์นำใจมีมากๆ และแบ่งปันกันเราก็มีความสุขละครับคุณครู
ขอบพระคุณครับ
ที่ชาวนาจน เพราะชาวนาเป็นเหมือนศิลปิน ผู้ต้องวาดรูปเอง ซื้อสีเอง ขายรูปเอง
ที่ต้องวาดเองเพราะรักในงานวาดรูป ถ้าให้คนอื่นวาดแล้วรอเพียงเซ็นชื่อใต้รูป ก็เกรงว่าจะเป็นศิลปินผู้ไม่มีอุดมการณ์....คิดอย่างนี้ เสร็จเจ้าของแกลอรี่แน่นอน
ชาวนาก็เช่นกัน
"ชาวนาไทย" คำนี้ เรียกเฉพาะผู้มีที่ดินที่เป็นที่นา หรือผู้รับจ้างทำนา หรือใครแบกไถ ดำกล้า จับเคียวเกี่ยวข้าวได้ ก็เรียกว่าชาวนา .....ผมว่าชาวนาที่มีที่นามากๆ ไม่ค่อยจน แต่ชาวนาที่มีลักษณะเหมื่อนแรงงานช่างก่อสร้าง หรือมีที่นาน้อยๆ จนแน่ๆ
เจ้าของโรงสีนั่นแหละรวย
ชาวนาไทยมักจะภูมิใจที่ปลูกข้าวให้คนทั้งโลกกิน แต่เถ้าแก่โรงสี ภูมิใจ ที่กดราคาข้าวชาวนาได้ ความภูมิใจของศิลปินชาวนา กับพ่อค้ามันมีพลังคนละอย่างกัน ชาวนามีพลังไว้นอนกอดความภูมิใจ นายทุนนอนกอดเม็ดเงินเพื่อสร้างพลัง..... นั่นเป็นความต้องการของชาวนาเอง (เอ๊ะ! หรือมันเป็นความต้องการของรัฐบาล)
.....ทำไมชาวนาหรือเกษตรกรแถวยุโรปถึงรวย...
นั่นเพราะเกษตรกรเขา ทำงานครบวงจรตั้งแต่ผลิตข้าว และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพ่อค้าโดยมีองค์กรรองรับทุกกระบวนการ เขาจะไม่มาดำนา ฉีดยา ใส่ปุ๋ยเอง เรื่องนั้น สหกรณ์ฯเขาจัดการให้ เขาเอาเวลาเหล่านั้นมาบริหารจัดการการตลาด ......
เวลาเห็นคนปลูกลิ้นจี่มากๆ อย่าไปปลูกตาม ให้หันมาปลูกมะเขือขื่น รับรองขายได้ ไม่ต้องมาเททิ้ง