เมื่อพิจารณาจากหลักกฎหมายสัญชาติของสหราชอาณาจักร ประเทศฝรั่งเศส และประเทศญี่ปุ่นในเรื่องการให้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักดินแดน เมื่อเทียบเคียงกับหลักการให้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักดินแดนของประเทศไทย พบว่า กฎหมายของสหราชอาณาจักร และประเทศฝรั่งเศสในปัจจุบัน แม้มีความเข้มข้นมากขึ้นต่อการพิจารณาให้สัญชาติแก่บุคคลที่เกิดในรัฐของตน แต่ก็ยังมีการวางหลักเกณฑ์ในการแก้ไขสถานการณ์ที่อาจเกิดบุคคลที่ไร้สัญชาติขึ้นได้ แม้ประเทศญี่ปุ่นเองที่ให้ความสำคัญต่อหลักสืบสายโลหิตเป็นอย่างมาก ก็เปิดช่องให้บุตรของบุคคลไร้สัญชาติถือครองสัญชาติญี่ปุ่นได้ หากเกิดในแผ่นดินประเทศญี่ปุ่น
แม้ว่าประเทศฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรเคยมีกฎหมายที่ค่อนข้างผ่อนปรนต่อการให้สิทธิบุคคลในการได้สัญชาติตามหลักดินแดนมาก่อน ซึ่งในเวลาต่อมาการให้สิทธินั้นถูกจำกัดมากขึ้นต่อบุตรของคนต่างด้าวที่เกิดในรัฐ โดยการให้สิทธิแก่บุคคลเช่นนั้นที่เกิดในดินแดนของประเทศฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร จะทำได้โดยร้องขอต่อรัฐให้สัญชาติได้ในเวลาต่อมา ตามที่กฎหมายกำหนดให้สิทธิไว้ เป็นอีกบริบทหนึ่งของแนวทางในการป้องกันปัญหาการไร้สัญชาติที่อาจเกิดขึ้นกับบุคคลในรัฐ ที่อาจนำพาไปซึ่งปัญหาอื่นๆที่จะตามมาทั้งในระดับบุคคล สังคม และปัญหาของประเทศได้ ซึ่งลักษณะของกฎหมายสัญชาติเช่นนี้ยังไม่ปรากฏให้เห็นชัดเจนในกฎหมายไทย ทั้งนี้ภายใต้กฎหมายสัญชาติไทยบุคคลต่างด้าวหากประสงค์จะมีสัญชาติไทยภายหลังการเกิด จะกระทำได้โดยการสมรสของหญิงต่างด้าวกับชายสัญชาติไทย และการแปลงสัญชาติเป็นไทย และอาจได้สัญชาติไทยภายหลังการเกิดโดยผลของกฎหมายในบางยุคสมัย แต่หาได้มีบทบัญญัติมาตราใดที่คำนึงความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์ ระยะเวลา และถิ่นที่อยู่ของบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักร เพื่อก่อให้เกิดสิทธิในการมีสัญชาติไทยได้อย่างชัดเจน
ด้วยเหตุที่สัญชาติเป็นสิ่งบ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับรัฐ โดยความสัมพันธ์เหล่านี้รวมถึงสังคม วัฒนธรรม ความเกี่ยวข้องของบุคคลที่มีต่อรัฐนั้นๆ โดยที่สัญชาติยังเป็นสิ่งบ่งบอกถึงการใช้เขตอำนาจรัฐ และการใช้สิทธิคุ้มครองบุคคลซึ่งเป็นคนสัญชาติของรัฐอีกด้วย โดยหลักของกฎหมายระหว่างประเทศถือว่ารัฐมีสิทธิในการกำหนดกฎเกณฑ์การมีคุณสมบัติเป็นคนชาติของรัฐ ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการสร้างหลักกฎหมายสัญชาติโดยผ่านอนุสัญญาระหว่างประเทศต่างๆ เพื่อป้องกันสภาวการณ์ไร้สัญชาติของบุคคล ดังเช่นการสร้างหลักกฎหมายสัญชาติให้ปรากฏในสนธิสัญญาพหุภาคี เหมือนที่ปรากฏ ใน European Convention on Nationality
รัฐในอดีตอาจคำนึงถึงสถานะความมั่นคงของรัฐเป็นสิ่งสำคัญ จึงมีการสร้างหลักกฎหมายที่เคร่งครัดในการให้สิทธิในสัญชาติแก่บุตรของคนต่างด้าวที่เกิดในรัฐของตน ในประเทศที่พัฒนาแล้วก็เกรงว่าการอพยพของคนที่มาจากประเทศที่กำลังพัฒนาจะทำให้รูปแบบ และโครงสร้างของสังคมของตนเปลี่ยนแปลงไป หรืออาจถูกกลืนไปด้วยวัฒนธรรมจากคนเชื้อชาติอื่น จึงได้สร้างมาตรการในการป้องกันคุ้มครองสังคมของตน หากแต่มาตรการในการป้องกันนั้น หาได้เป็นการยับยั้งการเคลื่อนที่ของกลุ่มคนในสังคมโลกสมัยใหม่ไม่ อีกทั้งความเจริญในเทคโนโลยี นวัตกรรม และการคมนาคมที่ทันสมัย ยังส่งผลให้มีการเคลื่อนที่ของกลุ่มคนได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุที่มีมาตรการการป้องกันไม่ให้โครงสร้างสังคมของรัฐตนเปลี่ยนแปลงไป แต่ไม่สามารถยับยั้งการเคลื่อนที่ของกลุ่มคนได้ ทำให้เกิดปัญหาการไร้สถานะทางกฎหมายของบุคคลขึ้น และนำไปสู่ปัญหาของสังคมในภาพรวม ทั้งในเรื่องสิทธิมนุษยชน อาชญากรรม การศึกษาคุณภาพของคนในสังคม อันเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าการเกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคม วัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้เองรัฐสมัยใหม่ จึงจำเป็นที่จะต้องมองให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อสามารถสร้างหลักเกณฑ์ในการจัดสรรเอกชนในทางระหว่างประเทศของตนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะไม่เป็นการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในสังคมอนาคต และเป็นการวางแผนพัฒนาทรัพยากรบุคคลในรัฐของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐสมัยใหม่จึงไม่สามารถสร้างหลักเกณฑ์ในการจัดสรรเอกชนของตน เพื่อความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อการรักษาโครงสร้างวัฒนธรรมประเพณี แต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ต้องจัดการ การดำรงอยู่ของคนในสังคมให้มีความสงบสุข และสามารถใช้ทรัพยากรบุคคลของตนให้ต่อสู้กับสภาวการณ์ที่มีแต่การแข่งขันในสังคมโลกปัจจุบันให้ดีที่สุด คือทิศทางที่รัฐสมัยใหม่มีความจำเป็นอย่างมากในการคำนึงถึง