การจัดสรรเอกชนในทางระหว่างประเทศโดยสัญชาติ

การจัดสรรเอกชนในทางระหว่างประเทศโดยสัญชาติ ในการให้สัญชาติตามหลักดินแดนของรัฐสมัยใหม่

                เป็นที่ทราบกันว่า รัฐย่อมประกอบไปด้วย ดินแดน ประชากร รัฐบาล และ อำนาจอธิปไตย โดยในส่วนของประชากรนั้นรัฐสมัยใหม่นิยมใช้การมีสัญชาติและภูมิลำเนาของบุคคลเป็นข้อเท็จจริงในการจัดสรรเอกชนในทางระหว่างประเทศ ดังนั้นสัญชาติจึงเป็นสิ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชน โดยเป็นไปตามเงื่อนไข ข้อกำหนด ที่กฎหมายสัญชาติของรัฐนั้นๆได้กำหนดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ การเสีย และการกลับคืนสัญชาติก็ตามล้วนเป็นเรื่องที่ถูกบัญญัติขึ้นตามนโยบายและแนวคิดในการมีประชากรของแต่ละรัฐ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้พื้นฐานของการมีความสัมพันธ์ที่แท้จริง (Genuine Link) กับรัฐนั้น โดยที่ภูมิลำเนา เป็นการแสดงเจตนาของเอกชนที่จะมาอาศัยอยู่ในดินแดนของรัฐ โดยรัฐจะเข้าแทรกแทรงในการกำหนดภูมิลำเนาของเอกชนก็เพียงในกรณีพิเศษที่เป็นข้อยกเว้นซึ่งมักเป็นไปตามนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ดังนั้นการจัดสรรเอกชนในทางระหว่างประเทศไม่ว่าจะโดยสัญชาติ หรือภูมิลำเนา จึงเป็นการแสดงออกว่าเอกชนมีความสัมพันธ์ต่อรัฐใดบ้าง  และรัฐสมัยใหม่ก็ใช้เรื่องสัญชาติ และภูมิลำเนาของเอกชนในการกำหนดความสัมพันธ์ สิทธิ และหน้าที่ของเอกชนที่มีต่อรัฐนั้นๆเช่นกัน   ด้วยเหตุที่การจัดสรรเอกชนในทางระหว่างประเทศมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ในรัฐของเอกชน การศึกษาถึงแนวความคิดและหลักกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ของรัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะประเด็นการจัดสรรเอกชนในทางระหว่างประเทศโดยสัญชาติ ในการให้สัญชาติของรัฐสมัยใหม่จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และมีผลกระทบต่อเอกชนเป็นอย่างมาก ซึ่งบทความนี้ใคร่เสนอข้อมูลและแนวคิดในการจัดสรรเอกชนในทางระหว่างประเทศโดยสัญชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้สัญชาติตามหลักดินแดนของรัฐสมัยใหม่ เปรียบเทียบกับหลักกฎหมายสัญชาติไทย ในการให้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดน

                กฎหมายสัญชาติ (Nationality Law) เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างมากต่อโครงสร้างสังคมของประเทศ เนื่องจากกฎหมายสัญชาติเป็นสิ่งกำหนดคุณสมบัติของการเป็นประชาชนของประเทศ ซึงประชาชนสามารถใช้สิทธิ และหน้าที่ตามที่กฎหมายอื่นๆของประเทศได้กำหนดให้สิทธิไว้ นอกจากนี้กฎหมายสัญชาติยังกำหนดถึงความเป็นคนชาติ ความเป็นพลเมือง และการได้มาซึ่งสัญชาติ การเสียสัญชาติ ทั้งนี้ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายสัญชาติอยู่มิน้อย อาทิเช่นกฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายการทำงานของคนต่างด้าว กฎหมายการประกอบธุรกิจและการลงทุนของคนต่างด้าว เป็นต้น

                ในยุโรป กฎหมายสัญชาติในยุคแรกได้รับอิทธพลมาจาก Napoleonic Code (The Code civil des Français)  ซึ่งเรียกอีกชื่อว่า กฎหมายพลเมืองของประเทศฝรั่งเศสที่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม คศ. 1804 และต่อมากลายเป็นกฎหมายที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดของกฎหมายของประเทศอื่นๆในยุโรป ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับสัญชาติของ Napoleonic Code นี้เองได้ให้ความสำคัญกับความเป็นบิดาของบุตรเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองทำให้เป็นระยะเวลานานพอควรที่บทบาทของสตรีชาวยุโรปในฐานะมารดาของบุตรไม่สามารถถ่ายทอดสิทธิในสัญชาติให้แก่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตน (ในกรณีที่บิดามารดามิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย บุตรที่เกิดมาย่อมได้สิทธิที่จะได้รับสัญชาติตามมารดา เพื่อป้องกันมิให้เด็กที่เกิดมากลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติ) ซึ่งในเวลาต่อมา หลักกฎหมายเหล่านี้ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไป เว้นแต่ประเทศในแถบตะวันออกกลางที่ยังคงกำหนดให้หญิงที่สมรสกับชาวต่างชาติไม่สามารถถ่ายทอดสัญชาติของมารดาสู่บุตรของตนได้[1][2] ทั้งนี้ในหลายๆประเทศได้บัญญัติหลักในการปฏิเสธการให้สัญชาติโดยการเกิด ตามหลักดินแดนแก่เด็กที่เกิดในรัฐ หากเกิดจากผู้ที่เป็นผู้แทนทางทูต หรือจากคณะผู้แทนทางทูต  หลักกฎหมายสัญชาติได้รับการรับรองอีกครั้งหนึ่ง โดยการบัญญัติไว้ในข้อ 15 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน คศ. 1948 โดยบัญญัติให้มนุษยทุกคนมีสิทธิในการได้รับสัญชาติ  และไม่มีบุคลใดที่จะโดนถอนสัญชาติได้โดยพลการ หรือจะปฏิเสธสิทธิในการเปลี่ยนสัญชาติของบุคคล ซึ่งในปัจุบันกฎหมายสัญชาติถือแนวคิดตามหลักการให้สัญชาติโดยหลักดินแดน (Jus soli) และการให้สัญชาติตามหลักสืบสายโลหิต (Jus Sanguinis) หรือผสมผสานกันระหว่างหลักดินแดนและหลักสืบสายโลหิต

                 Jus Soli คือสิทธิในการได้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักดินแดน ซึ่งในภาษาลาติน หมายถึง สิทธิในที่ดิน หรือสิทธิในอาณาเขต (Right of the soil or Right of the territory) เป็นการยอมรับบุคคลที่เกิดในดินแดนของรัฐ ว่าเป็นคนรัฐ[3] ในขณะที่ Jus Sanguinis ซึ่งในภาษาลาติน หมายถึง คือสิทธิในการได้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักสืบสายโลหิต  (Right of Blood) โดยไม่ได้ดูที่ถิ่นที่เกิด หากแต่ให้ความสำคัญกับการสืบทอดสายโลหิตจากบรรพบุรุษว่าเป็นคนสัญชาติของรัฐใดมากกว่า ทั้งนี้ความไม่ชัดเจนระหว่างหลักการให้สัญชาติโดยหลักดินแดน และหลักสืบสายโลหิตเกิดขึ้นในกรณีที่รัฐต้องการป้องกันบุคคลที่มีความประสงค์หลักในการเข้ามาในรัฐเพื่อการได้สัญชาติของบุตรเพียงอย่างเดียว ดังกรณีของประเทศไอซ์แลนด์ได้แก้ไขบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 2004  ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ หลักการให้สัญชาติโดยหลักดินแดน (Jus Soli) จึงถูกหลายรัฐจำกัดโดยกำหนดหลักเกณฑ์ให้สัญชาติตามหลักดินแดนต่อเมื่อบุตรที่เกิดมีบิดาหรือมารดามีสัญชาติของรัฐนั้นในเวลาที่บุตรเกิด หรือบิดาหรือมารดามีภูมิลำเนาอยู่ในรัฐนั้นในระหว่างที่บุตรเกิด หรือเป็นกรณีที่เด็กถูกทอดทิ้งในรัฐนั้นๆ

 การให้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักดินแดนของสหราชอาณาจักร

กฎหมายสัญชาติของสหราชอาณาจักรได้มีการบังคับใช้มาตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1983 ซึ่งได้กำหนดหลักการให้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักสืบสายโลหิตมาบังคับใช้โดยสหราชอาณาจักรถือเอาการสืบสายโลหิตจากบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งเป็นหลักในการให้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักสืบสายโลหิต กฎหมายสัญชาติของสหราชอาณาจักรได้กำหนดเกณฑ์ของการได้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักดินแดน โดยเด็กที่เกิดในสหราชอาณาจักรจะมีสัญชาติของพลเรือนสหราชอาณาจักรเมื่อมีบิดาหรือมารดาเป็นพลเรือนของสหราชอาณาจักรในวันที่บุตรเกิด หรือในกรณีที่บิดาหรือมารดามีถิ่นที่อยู่ในสหราชอาณาจักร โดยที่การมีถิ่นที่อยู่ในสหราชอาณาจักร หมายถึงการที่บิดาหรือมารดาของบุตรที่เกิดในสหราชอาณาจักรจะต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร และมีสิทธิในการอยู่อาศัย โดยมีสิทธิอยู่โดยไม่จำกัด หรือที่เรียกว่า  ILR (Indefinite Leave to Remain) คือการมีสิทธิอาศัยอยู่ สิทธิในการทำงานหรือ ศึกษาในสหราชอาณาจักรได้อย่างไม่จำกัดเวลา

                ทั้งนี้เด็กที่เกิดก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 หากมีเพียงบิดาที่เป็นผู้มีสัญชาติเป็นพลเรือนของสหราชอาณาจักร หรือมีสิทธิอยู่อาศัยในสหราชอาณาจักร การที่เด็กจะได้สัญชาติของสหราชอาณาจักรโดยการเกิดตามหลักดินแดน ก็ต่อเมื่อบิดาได้สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายกับมารดา

·       หากบิดาไม่ได้สมรสกับมารดาการได้สัญชาติของเด็กจะได้โดยการยื่นคำร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ถือเป็นการได้สัญชาติตามหลักดินแดนโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้การยื่นคำร้องนั้นต้องทำก่อนเด็กมีอายุเกิน 18 ปีบริบูรณ์

·       ในกรณีบิดาหรือมารดาได้สิทธิอยู่อาศัยในสหราชอาณาจักรในภายหลังที่เด็กเกิด เด็กสามารถร้องขอมีสัญชาติของสหราชอาณาจักรได้ตราบเท่าที่อายุไม่เกิน 18 ปี

·       หากเด็กได้อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรจนถึงอายุครบ 10 ปี เด็กผู้นั้นมีสิทธิจะร้องขอสัญชาติของสหราชอาณาจักรได้เสมอ โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานะของบิดาหรือมาราดาแต่อย่างใด

 เมื่อพิจารณาจากหลักกฎหมายสัญชาติของสหราชอาณาจักร ในเรื่องการให้สัญชาติโดยหลักดินแดนนั้น พบว่าในปัจจุบันสหราชอาณาจักรไม่ได้ยินยอมให้บุคคลทุกคนที่เกิดในสหราชอาณาจักรได้สัญชาติตามหลักดินแดน หากแต่ต้องมีบิดาหรือมารดาที่มีสัญชาติของสหราชอาณาจักรเสียก่อน ในกรณีที่บิดาและมารดาของบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรเป็นคนต่างด้าว หรือบิดาเป็นคนมีสัญชาติของสหราชอาณาจักรแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดา กฎหมายสัญชาติของสหราชอาณาจักรหาให้สิทธิในการให้สัญชาติโดยหลักดินแดนโดยอัตโนมัติ หากแต่ให้สิทธิบุคคลในการร้องขอต่อรัฐในการมีสัญชาติของสหราชอาณาจักร ทั้งนี้กฎหมายสัญชาติดังกล่าวยังเปิดช่องให้บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรจนอายุครบ 10 ปี สามารถร้องขอมีสัญชาติได้อีกด้วย ซึ่งหลักกฎหมายนี้สามารถแก้ไขปัญหาบุคคลไร้สัญชาติได้ โดยคำนึงถึงวิธีการดำรงชีวิต และอนาคตของเด็กที่เกิดในราชอาณาจักร รวมทั้งเป็นการป้องกันปัญหาสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากบุคคลที่ไร้สัญชาติได้อีกด้วย

 การให้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักดินแดนของประเทศฝรั่งเศส[4]

ประเทศฝรั่งเศสได้ใช้หลักการให้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักดินแดนมาจนกระทั้งมีการเปลี่ยนแปลงในปี ค.ศ. 1993 ซึ่งกฎหมาย (French Code) ได้บัญญัติให้เด็กที่เกิดในประเทศฝรั่งเศสจากบิดามารดาต่างด้าว ให้ยื่นคำร้องขอมีสัญชาติฝรั่งเศสเมื่อโตขึ้น แทนที่จะได้สัญชาติโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้เด็กที่เกิดจากบิดามารดาต่างด้าวต้องดำเนินการตามกระบวนการของทางราชการ แม้ว่าการดำเนินการร้องขอนี้ เป็นการร้องขอได้โดยปราศจากเงื่อนไขก็ตาม ในขณะที่เด็กที่เกิดจากบิดาหรือมารดาฝรั่งเศสไม่จำต้องดำเนินการตามกระบวนการนี้แต่อย่างใด ทั้งนี้หลักกฎหมายนี้ได้ถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1998 โดย the Guigou Law of 1998 หากแต่เด็กที่เกิดจากบิดามารดาต่างด้าวยังคงไม่ถือว่าได้สัญชาติฝรั่งเศสจนกว่าจะมีอายุเต็มบริบูรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด  ซึ่งมีเกณฑ์กำหนดดังต่อไปนี้

1.             เด็กที่เกิดในฝรั่งเศสจากบิดาหรือมารดาที่มีสัญชาติฝรั่งเศสย่อมได้สัญชาติฝรั่งเศสโดยการเกิด โดยอัตโนมัติ

2.             เด็กที่เกิดจากบิดา และมาราดาต่างด้าวจะได้สัญชาติฝรั่งเศส เมื่อ

·       ในเวลาที่เกิด หากเป็นบุคคลไร้สัญชาติ

·       ขณะอายุ 18 ปีบริบูรณ์ หากมีถิ่นที่อยู่ในฝรั่งเศสมาไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีถิ่นที่อยู่ตั้งแต่อายุ 11 ปี

·       ขณะอายุ 16 ปี และมีถิ่นที่อยู่ในฝรั่งเศสและเด็กมีความประสงค์จะมีสัญชาติฝรั่งเศส

·       ขณะอายุ 13 และมีถิ่นที่อยู่ในฝรั่งเศสและผู้ปกครองเด็กมีความประสงค์จะให้เด็กมีสัญชาติฝรั่งเศส

 3.             ในกรณีที่เด็กเกิดในฝรั่งเศสจากบิดามารดาที่เกิดในประเทศราชของฝรั่งเศสก่อนที่จะมีการให้เอกราช

·       ได้สัญชาติฝรั่งเศสโดยการเกิด ถ้าเกิดในฝรั่งเศสก่อนวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994

·       ได้สัญชาติฝรั่งเศสเมื่ออายุ 18 ปี ถ้าเกิดในฝรั่งเศสหลังวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994

จะเห็นได้ว่ากฎหมายสัญชาติของประเทศฝรั่งเศส ไม่ได้ตัดสิทธิของบุตรคนต่างด้าวที่เกิดในอาณาเขตของประเทศฝรั่งเศสเลยเสียทีเดียว แม้จะไม่ได้ให้สัญชาติตามหลักดินแดนโดยอัตโนมัติ แต่ก็ยังให้สิทธิบุคคลเหล่านั้นในการร้องขอให้มีสัญชาติฝรั่งเศสได้ โดยใช้เวลาและถิ่นที่อยู่เข้ามาเป็นข้อพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลกับรัฐ ทั้งนี้ด้วยการเล็งเห็นผลกระทบของการเกิดบุคลไร้สัญชาติ และการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ในการมีสัญชาติของบุคคล

 การให้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักดินแดนของประเทศญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับหลักสืบสายโลหิตมากกว่าหลักดินแดน โดยเห็นได้จากมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติญี่ปุ่น ได้กำหนดให้บุคคลจะมีสัญชาติญี่ปุ่นโดยการเกิดได้ 3 กรณี ดังต่อไปนี้

1.              มีบิดาหรือมารดาเป็นคนสัญชาติญี่ปุ่นในขณะที่บุตรเกิด

2.              บิดามีสัญชาติญี่ปุ่น แต่เสียชีวิตก่อนที่บุตรเกิด

3.              เป็นบุคคลที่เกิดในประเทศญี่ปุ่นและบิดาและมารดาเป็นคนไร้สัญชาติ

นอกจากนี้ตามกฎหมายสัญชาติญี่ปุ่นยังเปิดโอกาสให้ร้องขอมีสัญชาติญี่ปุ่นภายหลังการเกิดได้ คือในกรณีที่มีบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคนสัญชาติญี่ปุ่น และมีมารดาเป็นคนต่างด้าว ซึ่งในเวลาต่อมาบิดามารดานั้นได้ทำการสมรส และบิดาได้รับรองบุตรแล้ว เด็กนั้นสามารถร้องขอให้มีสัญชาติญี่ปุ่นได้จนกระทั้งอายุถึงครบ 20 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้โดยผลของกฎหมายสัญชาติญี่ปุ่นทำให้ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1985 ให้กรณีที่ขณะที่บุตรเกิด บิดามารดาไม่ได้ทำการสมรส และบิดาไม่ได้ทำการรับรองบุตรในขณะที่บุตรอยู่ในครรภ์มารดา บุตรที่เกิดมาจะไม่ได้สัญชาติญี่ปุ่น[5] ซึ่งในกรณีดังกล่าวนี้ศาลฎีกาของประเทศญี่ปุ่นได้พิพากษาในปี คศ. 2008 ว่าการปฏิเสธการให้สัญชาติแก่บุตรนอกสมรสดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น

จะเห็นได้ว่ากฎหมายสัญชาติญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับการสืบทอดสัญชาติตามหลักสืบสายโลหิตเป็นอย่างมาก การจะได้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักดินแดนของบุตรคนต่างด้าวในญี่ปุ่นมีกรณีเดียวคือการที่บิดามารดาของเด็กที่เกิดในญี่ปุ่นเป็นบุคคลไร้สัญชาติ นอกเหนือจากนี้เป็นสิทธิของผู้มีสายเลือดของคนญี่ปุ่นเท่านั้นที่จะได้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักดินแดน

การให้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักดินแดนของประเทศไทย

                จากประวัติศาสตร์กฎหมายสัญชาติไทย พบว่ากฎหมายไทยได้ยอมรับทั้งหลักการได้สัญชาติโดยหลักสืบสายโลหิต และหลักการได้สัญชาติโดยหลักดินแดน แต่ทั้งนี้การได้สัญชาติโดยหลักสืบสายโลหิตเป็นไปในแบบไม่มีเงื่อนไข ในขณะที่การได้สัญชาติโดยหลักดินแดนเป็นไปแบบมีเงื่อนไข ซึ่งก่อนปี พ.ศ. 2508 ก่อนที่พระราชบัญญัติสัญชาติไทย พ.ศ. 2508 (ฉบับดั้งเดิม) จะมีผลบังคับใช้ บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยย่อมได้สัญชาติไทยโดยเกิดเกิดตามหลักดินแดน ซึ่งต่อมามีแนวคิดที่ว่ามีกลุ่มบุตรของคนต่างด้าวที่เกิดในราชอาณาจักรไทย ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวพันกับประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และเพื่อความมั่นคงของรัฐ กลุ่มบุตรของคนต่างด้าวเหล่าควรจะไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ตามหลักดินแดน ดังเห็นได้จาก มาตรา 8[i] ของพระราชบัญญัติสัญชาติไทย พ.ศ. 2508 ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337[ii] และ มาตรา 7 ทวิ[iii] ของ พระราชบัญญัติสัญชาติไทย พ.ศ. 2508 แก้ไขฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 ด้วยเหตุนี้กฎหมายดังกล่าวจึงกลายมาเป็นหลักกฎหมายที่เป็นข้อยกเว้นหลักดินแดนในประเทศไทย แม้ว่ากฎหมายบางฉบับได้ถูกยกเลิกไปแล้วเช่น ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 หากแต่ผลของกฎหมายดังกล่าวยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ในสังคมไทย แต่ทั้งนี้หากเป็นกรณีของบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยจากบิดาและมารดาต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยชอบด้วยกฎหมายและมีลักษณะถาวร บุตรของคนต่างด้าวกลุ่มนี้มีสิทธิในการได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักดินแดนเมื่อพิจารณาแล้วไม่เข้าข้อยกเว้นของหลักดินแดนตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติสัญชาติไทย พ.ศ. 2508 และ มาตรา 7 ทวิ ของ พระราชบัญญัติสัญชาติไทย พ.ศ. 2508 แก้ไขฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาจากหลักกฎหมายสัญชาติของสหราชอาณาจักร ประเทศฝรั่งเศส และประเทศญี่ปุ่นในเรื่องการให้สัญชาติโดยการเกิดตามหลักดินแดน เมื่อเทียบเคียงกับหลักการให้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักดินแดนของประเทศไทย พบว่า กฎหมายของสหราชอาณาจักร และประเทศฝรั่งเศสในปัจจุบัน แม้มีความเข้มข้นมากขึ้นต่อการพิจารณาให้สัญชาติแก่บุคคลที่เกิดในรัฐของตน แต่ก็ยังมีการวางหลักเกณฑ์ในการแก้ไขสถานการณ์ที่อาจเกิดบุคคลที่ไร้สัญชาติขึ้นได้ แม้ประเทศญี่ปุ่นเองที่ให้ความสำคัญต่อหลักสืบสายโลหิตเป็นอย่างมาก ก็เปิดช่องให้บุตรของบุคคลไร้สัญชาติถือครองสัญชาติญี่ปุ่นได้ หากเกิดในแผ่นดินประเทศญี่ปุ่น