วันนี้ที่  15  พฤศจิกายน  2551  นักศึกษาปริญญาโทมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา  ศูนย์โรงเรียนสอาดเผดิมวิทยา  จังหวัดชุมพร  สาขาเอกหลักสูตรและการสอน ได้เรียนรายวิชาการสอนคุณธรรมจริยธรรม  สอนโดย...ผศ.ดร.เปรมสุรีย์  เชื่อมทอง  มีความประทับใจในการสอนเรื่องคุณธรรม  จริยธรรม  เมื่ออาจารย์ได้เล่าเรื่อง  "ไล่ตงจิ้น  :  ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต"

     ไล่ตงจิ้น  ลูกขอทานผู้สร้างมหัศจรรย์แห่งชีวิตสั่นสะเทือนจิตวิญญาณผู้คน  อัตชีวประวัติของตนเองจนเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดของไต้หวัน  ได้รับการยกย่องและแนะนำให้อ่านโดยประธานาธิบดี เฉิน  สุ่ยเบี่ยน  ของไต้หวันว่า  "นี่คือตัวอย่างของคนที่ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต"  ที่ทุกคนควรศึกษา  ในประเทศไทยผู้ที่แปลหนังสือเล่มนี้คือคุณวิลาวัลย์  สกุลบริรักษ์  โดยมีคุณประทุมพร  ตั้งกุลธวัช   เป็นบรรณาธิการต้นฉบับ  หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์ในประเทศไทยมาแล้ว  12  ครั้ง  และได้รับการคัดเลือกจากบางโรงเรียนให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา

         ไล่ตงจิ้น  เกิดเมื่อวันที่  20  มีนาคม  ค.ศ. 1959  พ่อเป็นขอทานตาบอด  แม่เป็นคนปัญญาอ่อน  มีพี่น้องทั้งหมด  12  คน    อ่านไล่ตงจิ้นตอนที่ 1      อ่านไล่ตงจิ้นตอนที่ 2   อ่านทั้งหมด

         จากหนังสือเล่มนี้อาจิ้นมีข้อสรุป  3  ประการคือ

         1.  ความสำเร็จใด ๆ ที่เขาได้มาในวันนี้  ล้วนมาจากความเสียสละและคุณความดีของพี่สาวของเขาทั้งสิ้น

         2.  ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เราจะได้มาเปล่า ๆ แม้ว่าคุณจะทุ่มเทลงไปสักแค่ไหนก็ตาม  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับผลตอบแทนเท่าที่คุณทุ่มเทลงไป  แต่ถ้าหากคุณไม่ได้มีความมานะพากเพียรอย่างแท้จริง  สิ่งที่คุณได้มาก็อาจจะหมดไปได้ง่าย ๆ เพราะสิ่งใดที่ได้มาโดยง่าย  คนก็มักจะไม่ตระหนักในคุณค่าของมัน

        3. เสียงหัวเราะและคำดูถูกหรือการกระทำที่ทิ่มแทงใจจากผู้คนรอบข้าง  คือแรงผลักดัน  ที่ทำให้เขามีพลังมุ่งไปข้างหน้า

 

          ข้อความประทับใจจากไล่ตงจิ้น

          "....ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งโมโหกับชะตาชีวิตที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น  ความเจ็บป่วยและความยากจนไม่ได้ทำให้ทุกอย่างสูญสิ้น  แต่การหมดสิ้นศรัทธาในชีวิตนี้สิ  เป็นสิ่งที่ไม่น่าให้อภัย..."

          "....ไม่มีอะไรที่จะผลักให้ผมล้มลงได้  อุปสรรคมีแต่จะยิ่งทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น...."

          ".... 40  กว่าปีที่ผ่านมา  แม้พ่อกับแม่ไม่สามารถจะรัก  ดูแลเอาใจใส่ผมเฉกเช่นพ่อแม่คนอื่น  แต่ผมก็ไม่ขมขื่นหรือเสียใจเลย  ยิ่งกว่านั้นกลับเห็นว่าความสำเร็จที่ผมได้รับในวันนี้  เพราะผมได้มีโอกาสสู้ชีวิตและโชคชะตาที่เลวร้าย  และเพราะผมมีพ่อกับแม่ที่พิการทั้งสองท่านนั่นเอง...."

          "....มันเป็นชีวิตที่ทุกข์ยาก  แสนสาหัสอย่างแท้จริง  แต่มันไม่ทำให้ผมยอมแพ้  ผมบอกตัวเองเสมอว่า  จะทำให้ฟ้าดินประจักษ์  ไม่ว่าจะต้องพบกับความทุกข์เข็ญปานใดหรือต้องเผชิญกับชะตาอันเลวร้ายอีกสักเพียงไหน  ผมต้องหาทางออกให้กับชีวิตของตนเอง  และหยัดยืนขึ้นให้สำเร็จให้จงได้...."

          ".... ระหว่างที่เร่ร่อนไป  พ่อจะคอยสอนให้ผมเก็บเอาพวกก้อนหิน  เศษกระจกและตะปูที่ตกอยู่ตามทางเดินออกไปทิ้งตามทางเดินออกไปทิ้ง  หรือหากเป็นหลุมขนาดใหญ่  ให้ใช้ไม้ผูกผ้ามาปักไว้เป็นสัญลักษณ์  เพื่อไม่ให้คนที่รีบเดินตอนกลางคืนอาจไม่ทันระวัง  สะดุดล้มเป็นอันตราย  พ่อบอกว่าเมื่อตัวเองเคยเจ็บมาแล้วก็อย่าให้คนอื่นมาเจ็บซ้ำรอยเดิมอีก  ...พ่อเป็นคนไม่มีการศึกษาแต่เรื่องราวมากมายที่พ่อได้สอนแก่พวกเรา  ล้วนเป็นเรื่องที่ออกมาจากใจจริงทั้งสิ้น...."

           ".... เมื่อมาคิด ๆ ดูแม้พ่อกับแม่ผมจะเป็นคนพิการทั้งคู่  แต่อย่างไรท่านก็ยังอยู่เคียงข้างผม  เทียบกับพวกเขาที่ต้องเสียญาติมิตรไป  ผมยังโชคดีมากกว่า  ผมบอกกับตัวเองว่า  การตอบแทนพระคุณพ่อแม่นี้  ควรจะทำให้ทันเวลา  และควรจะทนุถนอมสิ่งที่มีในตอนนี้ให้ดีที่สุด  แต่ไหนแต่ไรมาตลอดจนกระทั่งวันนี้  ผมไม่เคยโกรธ  หรือคิดที่จะกล่าวโทษพ่อแม่เลย  อาจเป็นเพราะผมได้ข้อคิดนี้ตั้งแต่อายุสี่ขวบก็เป็นได้..."

          " .... วันเวลาและสิ่งแวดล้อมหล่อหลอมขัดเกลาให้ผมเป็นคนอดทน  ความสามารถทุกอย่างที่ผมได้มา  และมีอยู่ในวันนี้  มาจากสิ่งแวดล้อมที่บังคับทั้งนั้น..."

          ข้อคิดที่ได้จากไล่ตงจิ้น

            ชีวิตต้องมีความฝัน  และเป้าหมาย  เป็นหลักชัยที่จะมุ่งมั่นไปให้ถึง

            การศึกษาวิธีการไปสู่เป้าหมาย  การวางแผนการปฏิบัติอย่างถูกวิธี  การลงมือปฏิบัติอย่างมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ  เป็นหนทางที่จะเป้าหมายนั้น

            หาวิธีการจูงใจตนเองให้มีพลังด้วยการศึกษาแบบอย่างจากผู้ที่ประสบความสำเร็จและพลิกวิกฤติเป็นโอกาส  เอาแรงกดดันการดูถูกเหยียดหยามมาแปรเป็นพลังให้มุ่งสู่ความสำเร็จ

            เบื้องหลังความสำเร็จในชีวิตของคนเราส่วนหนึ่งมาจากโอกาสที่มีผู้หยิบยื่นให้  ดังนั้นจึงอย่าลืมความกตัญญูรู้คุณ  ซึ่งเป็นเครื่องหมายของคนดี

            ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีทั้งแง่บวกและแง่ลบเสมอ  จงเข้าใจธรรมชาติของความเป็นไปของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น

ขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่ท่าน ผศ.ดร.เปรมสุรีย์   เชื่อมทอง  มอบให้ค่ะ