ยุคสมัยเปลี่ยน วิธีการทำงานต้องปรับเปลี่ยนไป เลยทำให้เห็นว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

     ตั้งแต่เริ่มงานกับองค์กรนี้ สิบปีแรกอยู่กับสำนักงานส่วนกลางตลอด ไม่เคยเห็นหัวอกของคนทำงานในกลุ่มธุรกิจ สำนักงานกลางเหมือนตัวแทนของแม่ที่คิดเรื่องใหม่ๆ เสนอลงไปให้ระดับกลุ่มนำไปปฏิบัติ สั่งไปแล้ว เธอต้องไปทำ

   แต่พอหลังยุคเศรษฐกิจตก แม่เริ่มปล่อยลูกให้เป็นอิสระในการจัดการดูแลบ้านของตัวเอง จนกลายเป็นแต่ละบ้านมีวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย แต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง จนเริ่มขาดความเป็นคนตระกูลเดียวกัน ต่างคนต่างอยู่  เมื่อเปลี่ยนหัวหน้าครอบครัวใหญ่ นโยบายอยากให้กลับมาเป็นครอบครัวที่มีเอกลักษณ์ร่วมกันเหมือนเมื่อครั้งเก่าก่อน ก็เริ่มเกิดขึ้น

   ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินที่จะเริ่ม แม่จึงกลับมามีบทบาทหลักอีกในการนำเสนอวิธีการบริหารจัดการให้กับกลุ่มลูกๆ จนทำให้ลูกในยุคสองสามปีที่ผ่านมานี้ ต้องรับบางเรื่องที่แม่ส่งมาให้ และคอยดูว่าแม่จะทำอะไร ลูกก็จะเดินตามมาติดๆ แม้ลูกบางบ้านจะทำอะไรในระหว่างเดินแถวที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนก็ยังคงอยู่ในแถวเดียวกัน

   เมื่อวานเป็นที่มา ที่ตัวเองรู้สึกว่าสิ่งที่แม่ทำแปลก คราวนี้ ก็ดีเหมือนกัน ... หลังจากที่ตัวเองต้องโยกย้ายจากสำนักงานกลาง มาช่วยงานในกลุ่มธุรกิจ ทำให้เรียนรู้ เข้าใจ หัวอกคนทำงานระดับกลุ่มมากขึ้น เวลาไปทำงานร่วมกับส่วนกลางจึงเข้าใจความคิดของคนทั้งสองฝ่าย จนบางทีเมื่อเกิดประเด็นปัญหาที่ต้องตัดสินใจ ตัวเอง งงว่ากำลังสวมหมวกอยู่ฝ่ายไหนกันนี่

   แต่ก่อนแม่อยากบอกอะไรลูก แม่ก็จะทำคู่มือ จัดงานใหญ่โต ตีฆ้องร้องป่าวประกาศตูมตามให้ลูกทุกบ้านตื่นตัวรู้ทั่วกัน ใช้เงินไปมากมายมหาศาล สมาชิกในบ้านที่มีความหลากหลาย บางคนก็สนใจ บางคนก็ไม่สนใจ หรือสนใจชั่วครู่ชั่วยาม แล้วก็จางหายไป

  เมื่อเดือนก่อน แม่มาบอกว่า งานใหม่ที่ครอบครัวใหญ่ของเรากำลังจะเริ่มทำนับจากนี้ ขอให้ลูกๆ ไปคิดแผนงานกันเองว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง แล้วนัดวันกลับมาเล่าสู่กันฟัง 

   เมื่อได้ยินดังนั้น ตัวเราที่อยู่ในบริษัทลูก สงสัยอย่างมาก ทำไมคราวนี้แม่เปลี่ยนไป ถ้าเกิดทำมาคนละทิศ คนละทาง มิต้องกลับไปแก้ให้ถูกใจแม่อีกหรือ แม่น่าจะทำแผนหลักมาก่อนสิ (จริงๆ คงขี้เกียจคิด เลยรอดูแม่)

  เมื่อวานมีคนมาช่วยทำให้เราเห็นวิธีการใหม่ ในการทำงาน ที่ทำให้แม่เล่นบทใหม่ ไม่ใช่คนคอยสั่งให้เราเดินหรือทำตามสิ่งที่แม่ทำ แต่เปิดโอกาสให้ลูกมีอิสระในการคิดที่จะทำ นำมาเสนอ แลกเปลี่ยนพูดคุยกันระหว่างลูกแต่ละกลุ่ม แม่จะคอยดูว่าแม่จะให้การสนับสนุน หรือเป็นผู้ประสานได้อย่างไร

  ผลที่ออกมาก็คือ synergy & collaboration ลูกข้ามกลุ่มมีโอกาสเรียนรู้ซึ่งกันและกัน (แต่ก่อนไม่เคยมี) แล้วมานั่งหาสิ่งดีที่เป็น common หรือเรื่องเดียวกัน งานนี้แม่เล่นบท Facilitator เป็นผู้อำนวยการสนับสนุนในงานที่เป็นส่วนกลาง แม่จะปล่อยให้ลูกแต่ละบ้านไปหาวิธีสื่อสารกันเอง จนสมาชิกพูดจาภาษาเดียวกันแล้ว 1 ปีนับจากนี้ แม่จึงจะออกมาเป็นผู้สรุปให้ และคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

  วิธีการทำงานที่เปลี่ยนไปนี้ ทำให้เห็นว่า

  • ลูกที่คิดเก่งเป็นต้นแบบให้คนอื่นนำไปทำบ้าง รู้สึกภูมิใจในตัวเอง
  • ลูกแต่ละบ้านไม่รู้สึกโดดเดี่ยว มีเพื่อนคอยให้คำแนะนำปรึกษา
  • ลดงานที่ซ้ำซ้อน สามารถแบ่งปันทุกอย่างกันได้
  • เกิดแรงบันดาลใจ และความรัก ความผูกพันของทีมงานที่มาจากคนละบ้าน (ธุรกิจ)

เห็นแบบนี้แล้ว อยากให้เรื่องราวดีๆ แบบนี้ขยายผลต่อไปอีก เมื่อนำมาเทียบเคียงกับวิธีการเลี้ยงลูก ถ้าพ่อแม่ให้อิสระลูกในการคิด และตัดสินใจ ทำหน้าที่เป็น Facilitator คอยอำนวยความสะดวก  ไม่ใช่เป็นผู้บงการชีวิตลูกทุกอย่าง ถ้าลูกประสบความสำเร็จ น่าจะภาคภูมิใจในตัวเองมากกว่า

ตรงข้าม ถ้าพ่อแม่ปล่อยปละละเลย ลูกเกินไป ลูกก็อาจจะเดินหลงทาง และขาดความรักและผูกพันกันในครอบครัว

แม่คะ หนูรักแม่จัง!