"...เราสามารถทำกิจกรรมประเพณีและกิจกรรมต่างๆของชุมชนให้เป็นเรื่องที่สนุก ได้ความแยบคาย ได้ประสบการณ์ ได้การเรียนรู้ อีกทั้งสามารถพัฒนาความคิดและทำให้เป็นโอกาสพัฒนาชุมชนของตนเองได้อยู่ตลอดเวลา .."

           เวลามีงานประเพณีและกิจกรรมทางวัฒนธรรมของชุมชน สามารถทำให้เป็นงานสร้างสรรค์ ผสมผสานสิ่งอื่นๆที่ชุมชนควรได้ไปด้วย ซึ่งการจัดเครื่องเสียงในงานต่างๆที่มักมีอยู่มากมายในชุมชน ก็เป็นโอกาสหนึ่งที่ทำได้

การจัดเครื่องเสียงเพื่อทำให้กิจกรรมประเพณีเป็นสิ่งแวดล้อมพัฒนาการเรียนรู้

           ผมได้กลับบ้านเกิดและมีงานที่ศาลาวัดของชุมชนพอดี  ในงานนั้นมีการติดตั้งเครื่องเสียง มีวงปี่พาทย์ และแตรวง ซึ่งเจ้าของเครื่องเสียงนั้น  กลายเป็นคนรู้จักมักคุ้นเป็นที่สุด คือ เคยเป็นรุ่นพี่ซึ่งเล่นแตรวงด้วยกัน เขาเป็นมือกลอง  ฝีมือฉกาจตามประสาคนเล่นแตรวง แล้วก็มีทักษะเล่นเชียร์รำวงมาก  ทั้งเป็นโฆษก  ร้องนำ และเป่าแซกโซโฟนแบบด้นเพลงให้ชาวบ้านรำวงกันได้ทั้งคืน  

           ส่วนวงปี่พาทย์และแตรวง  คุยกันไปมาก็กลายเป็นศิษย์ร่วมครูอาจารย์ อีกทั้งพอแนะนำอดีตแต่ปางหลังของกันและกัน  ก็กลายเป็นกลุ่มที่ให้ความนับถือคณะแตรวงที่พวกผมเล่นเสียอีก คราวนี้เลยคุยกันได้มากมาย

          ความที่มีพื้นฐานทางแตรวงและคิดว่าเล่นเครื่องเสียงพอเป็น  ก็เลยมักจะรำคาญใจเป็นที่สุดเวลาที่ได้ฟังการเล่นแตรวง  วงปี่พาทย์ วงมโหรี  รวมไปจนถึงพระสวด  ที่เครื่องเสียงดึงเสียงออกมาแล้ว ไม่ได้อรรถรสของการสดับพลังดนตรี และพลังแห่งการสวด อย่างที่ควรจะเป็น

           ส่วนใหญ่ หากเป็นแตรวงและวงปี่พาทย์ มักจะหนวกหู หนวกหูจนหมดความไพเราะและอึกกระทึกโฉ่งฉ่างจนพูดคุยกันไม่ได้  ต้องนั่งซึมกระทือรอให้ผ่านๆไป  พอหยุดก็โล่งหูและมีความสุขมากกว่าฟังดนตรีกาลเสียอีก กลายเป็นอย่างนั้นไป

          ในส่วนของพระสวดมนต์ ก็จะได้ยินเสียงเดี่ยวๆ หลุดออกมา พระสงฆ์จะกระแอมหรือหยุดหอบหายใจ  รวมไปจนถึงสวดผิดแล้วหัวเราะขำตัวเอง เหล่านี้  ได้ยินหมด  ไม่ได้พลังของการสวดมนต์  ซึ่งโดยปรกติแล้ว  หากใครชอบฟังก็จะรู้ว่าเสียงการสวดมนต์นั้นเป็นกลุ่มเสียงแบบ Vocal voice ซึ่งถ้าหากดึงออกมาได้ ก็จะไพเราะและได้ความเป็นสมาธิมาก ชาวบ้านจะได้ความซาบซึ้ง  จิตใจสงบ และมีความสุขกับการอยู่ในบรรยากาศงานประเพณีชุมชนมากกว่าเดิมมากมาย

การจัดเครื่องเสียงเพลงมโหรีปี่พาทย์

           ดังนั้น  ผมเลยขอจัดเครื่องเสียงให้กับวงปี่พาทย์เสียใหม่ โดยชวนพี่ที่เป็นเจ้าของเครื่องเสียง  เดินออกไปฟังเสียงจากลำโพงข้างนอกศาลาก่อน แล้วก็ใช้เสียงที่กำลังได้ยิน ชวนให้ได้ข้อสังเกตทีละมิติ แล้วก็พาจัดวางไมโครโฟน ปรับเสียงทุ้มแหลม และพาไปฟังเปรียบเทียบอีกรอบ 

           คราวนี้  ทั้งวงปี่พาทย์  ซึ่งแต่เดิม  ก็ออกปากว่าชอบเล่นกับเครื่องไฟ (ภาษาชาวบ้านเรียกเครื่องเสียง) ของพี่คนนี้ที่สุด และตัวพี่เจ้าของเครื่องเสียงเอง ก็บอกว่ามันไพเราะมาก  วงปี่พาทย์นั้น  ถึงกับบอกว่าไม่เคยเล่นกับเครื่องเสียงที่ไหนแล้วรู้สึกว่าตนเองเล่นได้ไพเราะเลย

           ผมแนะนำพี่ที่จัดเครื่องเสียงในการจัดเครื่องเสียงวงปี่พาทย์ กับการดึงเสียงเป็นกลุ่มเวลาพระสวด ให้ได้มิติความลึกและความละเอียดของเสียง

           ปรกติ คนทั่วไปไม่มีแนวคิดเป็นอย่างอื่น  มักใช้แนวคิดที่บ่งบอกลำดับชั้นทางสังคมและมิติเชิงอำนาจ เป็นแนวในจัดวางเครื่องเสียงและไมโครโฟน เช่น ในวงปี่พาทย์ ใครที่เล่นปี่  ระนาดเอก และปี่พาทย์ไม้แข็ง ก็มักเป็นพระเอก ไมโครโฟนเป็นสัญลักษณ์เชิงอำนาจและการให้ลำดับความสำคัญก่อนหลัง ก็เลยมักจะจ่อไปที่นั่น การบรรเลงทั้งวงเลยได้ยินแต่แผดเสียงระนาดหรือปี่ไน มิติอื่นๆหายหมดเกลี้ยง อย่างนี้เป็นต้น

การจัดเครื่องเสียงให้การสวดมนต์ได้อารมณ์สำหรับการทำสมาธิ

          ส่วนเวลาพระสวดก็เช่นกัน การสวดมนต์นั้นจะให้พลังเสียงเป็นกลุ่ม ให้น้ำหนักความเป็นโทนเสียง อุปมาได้ว่าการร้องและสวดคนเดียวก็เหมือนกับเสียงการลีดกีตาร์และการดีดทีละเส้น ส่วนการสวดให้โทนเสียงเป็นกลุ่มก็เหมือนกับการตีเป็นคอร์ดซึ่งให้กลุ่มเสียงผสมผสานกันจากสายกีตาร์ ๖ เส้น ความไพเราะนุ่มนวลมันคนละเรื่องเลยทีเดียว 

          แต่การจัดไมโครโฟนโดยทั่วไปก็มักจะผันไปตามอาวุโส ซึ่งก็มักจ่อไปที่พระหัวแถวซึ่งมักเป็นพระผู้อาวุโส เลยก็มักจะได้ยินเสียงเดี่ยวแบบขาดๆหายๆ  ใครไม่เคยฟังดนตรีและการสวดด้วยเสียงกลุ่มแบบ Vocal Voice จะไม่รู้ว่า  เสียงการสวดนั้น  มีพลังแห่งดนตรี  สามารถสดับและสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณยิ่งกว่าเพลงทั่วไปเสียอีก  แต่การจัดระบบเสียงมักไม่ใส่ความพิถีพิถันในเรื่องนี้

หลักคิดและวิธีจัดเครื่องเสียงให้เหมาะสม

           ในวงปี่พาทย์ ผมขอให้เขาจัดที่นั่งใหม่ครับ พวกปี่พาทย์ไม้แข็ง ปี่ไน  ฉาบ  ฉิ่ง  พวกนี้จัดเป็นกลุ่มหนึ่ง คลื่นสั่นสะเทือนจะสูง ต้องการการจัดระยะ และปรับเสียงทุ้มแหลมอีกแบบหนึ่ง  ใช้ไมโครโฟนรวมกันตัวเดียวและวางห่างๆก็พอ

           หากไมโครโฟนน้อย  ก็อาจไม่ต้องตั้งไมค์ให้เลยด้วยซ้ำครับ  เพราะความดังของมันโดยลำพังจะพออยู่แล้ว อีกทั้งดังและสั่นสะเทือนแรงพอที่จะใช้ไมค์ร่วมกับไมค์ที่ไปตั้งให้กับเครื่องดนตรีชิ้นอื่น ยิ่งอยู่บนศาลาวัดโดยทั่วไปแล้ว ก็แทบจะไม่ต้องใช้เครื่องเสียงช่วยเลย 

           จะเห็นว่าตรงกันข้ามกับที่มักทำกันโดยทั่วไปที่มักจ่อไมโครโฟนไปที่เครื่องดนตรีเหล่านี้  เพราะความเป็นพระเอกของมัน ไม่ใช่เพราะใช้ความรู้เรื่องพลังของเสียงกับการเกิดแรงดันไฟฟ้าในเครื่องเสียง

           กลองตะโพน กลองมโหระทึก  พวกนี้เสียงเบสออกแรง  แต่แรงสั่นสะเทือนต่ำ  ต้องการระยะและการปรับทุ้มแหลมช่วยคนละอย่างกับชุดแรก  จ่อไมค์เข้าใกล้ไปที่กลองตะโพน และอยู่ห่างมโหระทึก  ปรับเสียงกลางให้เด่นขึ้น

           พวกขิม  ขลุ่ย  ซออู้ และซอด้วง  รวมทั้งกรับและลูกซัดเพื่อแต่งเติมเสียงละเอียดเล็กๆน้อยๆ  พวกนี้จะทำให้มิติของเสียงทั้งวงกลมกลืน หากเป็นอาหารก็เรียกว่า ทำให้นัว แต่ถ้าหากไม่ใช้เครื่องเสียงช่วยก็จะโดนเสียงของเครื่องเล่นอย่างอื่นกลบหมด  ดนตรีไทยและวงมโหรีดับ ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่สามารถดึงเสียงกลุ่มพวกนี้ให้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

           กลุ่มนี้จึงจะตั้งไมโครโฟนเป็นรายตัวและจ่อเข้าไปใกล้ๆ ปรับเสียงสมดุลทั้งทุ้ม กลาง แหลม  เสียงจะลอยเป็นกลุ่มและทำให้การบรรเลงทั้งวงมีมิติความลึกและความลอยล่องของเสียงพื้นหลัง  ระนาดเอกและปี่  จะเพราะกว่าเดิมอีกหลายขุม 

            ผมจัดให้ฟังอย่างนี้เสร็จ  พี่เจ้าของเครื่องเสียงยืนฟังด้วยกันยังบอกว่าเพิ่งสังเกตว่ามันเพราะกว่าเล่นจากแผ่นเสียอีก ผมเสริมต่อว่าต้องไพเราะอย่างนี้ชาวบ้านชาวช่องถึงจะสามารถได้ยินความเป็นดนตรี และไม่รำคาญ

            เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยมากสหรับคนในเมือง แต่สำหรับชาวบ้านและชุมชนในชนบทต่างๆแล้ว สิ่งเล็กๆน้อยพวกนี้เป็นวิชาช่างที่ทำให้การทำกิจกรรมของชุมชน เป็นโอกาสหนึ่งที่ทำให้เป็นการเรียนรู้และพัฒนาคนของชุมชนไปด้วยได้เป็นอยางดี   

ช่วยเสริมกิจกรรมศาสนาให้มีความหมายมากขึ้น

            ส่วนตอนพระสวด ผมก็บอกให้กระจายไมโครโฟนเป็นช่วงๆ  พระสงฆ์  4  องค์ต่อไมโครโฟนหนึ่งตัวและต้องตั้งห่างๆ ประมาณสองศอก  ไมโครโฟนจะรับกลุ่มเสียงผสมผสาน  เวลาจะพูดหรือให้ธรรมกถา  จึงค่อยนำไปถวายให้กับองค์ทีท่านพูด  โดยวิธีนี้  ก็จะได้ยินเสียงเหมือนอยู่โบสถ์  ได้ความสงบและเป็นสมาธิจากการฟังพระสวด คนส่วนใหญ่จะให้ไมค์จ่อพระหัวแถวอย่างเดียว แต่เรื่องเหล่านี้เราต้องรู้จักชี้แจงเป็นด้วย ต้องรู้จักเรียนรู้และทำให้ถูกกาละเทศะเหมือนกัน

ความงอกงามของชุมชน มาจากสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่กลมกลืนอยู่ในวิถีชีวิต

            ความพิถีพิถันกับสิ่งที่เป็นรายเอียดเหล่านี้เหมือนกับเป็นส่วนประกอบเล็กๆซึ่งผู้คนมักมองไม่ค่อยเห็นความหมาย แต่เราสามารถทำกิจกรรมประเพณีและกิจกรรมต่างๆของชุมชนให้เป็นเรื่องที่สนุก  ได้ความแยบคาย ได้ประสบการณ์ ได้การเรียนรู้ อีกทั้งสามารถพัฒนาความคิดและทำให้เป็นโอกาสพัฒนาชุมชนของตนเองได้อยู่ตลอดเวลา .