ข้อคิดจากงานวิชาการ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาครับ
สืบเนื่องมาจากวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่โรงเรียนวัดชุมแสงศรีวนารามมีการจัดการแข่งขันทางวิชาการขึ้น เพื่อเป็นการทดสอบสมรรถภาพทางวิชาการ และผู้ที่ชนะ หรือผู้ผ่านเข้ารอบลึกๆ จะได้เป็นตัวแทนของกลุ่มโรงเรียน ไปแข่งระดับเขต หากชนะอีกก็จะได้ไปมหกรรมวิชาการ เอ๊ะ หรืองานศิลปหัตกรรมเนี่ยล่ะครับ(อิอิ ข้อมูลไม่แน่น เอิ๊กๆๆ)ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เอาล่ะ รอบนี้ไม่รู้จะได้ไปไหมเพราะว่ามีทั้งผู้แพ้และชนะครับ ถ้าได้ไปรอบนี้ก็จะแวะไปกราบท่านผอ.ประจักษ์ ด้วยครับ ครั้งนี้ ได้ข้อคิดอะไรเยอะแยะครับ เกมส์การแข่งขันนี้ ต้องมีคนเสียใจแน่ครับ ไม่นักเรียนของเราก็ของเขา แต่ผมก็บอกเด็กนักเรียนเสมอครับว่า คนเรามีแพ้มีชนะได้(จริงๆอยากว่า แพ้เป็นคนได้กินแป๊ะซะ ชนะได้กินถั่วต้มมากกว่าอิอิ) นักเรียนของผมเสียใจมากๆๆ ที่ได้ที่ สอง เพราะที่หนึ่งคะแนนห่างกันแค่คะแนนเดียว ก็ต้องปลอบว่าไม่เป็นไร เป็นประสบการณ์ แต่เรื่องสำคัญที่จะยกมาเล่าในวันนี้ คือเรื่องการสู้ครับ นักเรียนของผมกลุ่มนึง นำโดย เด็กหญิงภาณีรัชฏ์ แซ่เฮงเด็กหญิงศุภกร เสี้ยนบุญมา และเด็กหญิงนารี ดาสุก ได้รับการแนะนำจากครูในโรงเรียนให้ลงแข่งงานบ้าน ซึ่งในหัวข้อนั้นกล่าวถึง การทำอาหารครับ โรงเรียน แข่งทั้งหมด 5 โรงเรียนครับ เด็กนักเรียนที่น่ารักของผม ถูกเสนอชื่อ ให้ลงแข่ง การดองขิงครับ ทีแรกก็ปฏิเสธแบบ เอาทั้งตัว พุ่งชนฝาเลย (หัวชนฝานั่นเล็กน้อยครับ) จนต้องให้ครูผู้มีวาทศิลป์อย่างยิ่งยวดไปพร่ำบอกให้นักเรียนต้องลงแข่งครับ บอกนักเรียนไปว่า ทำไมล่ะ อายเหรอ ไม่เห็นเป็นไรเลย เราลงแข่งได้ประสบการณ์ แพ้ชนะครูไม่ต้องการหรอก เพียงอยากให้พวกเธอได้ลองดูสิ ว่า หากแข่งแล้วจะได้รู้สึกยิ่งกว่าคำว่า แพ้หรือชนะ เพราะการแข่งขันน่ะ มีอยู่แล้ว แพ้และชนะ แต่ความว่าภูมิใจ และสุขใจที่ได้ทำล่ะ ดีกว่าชนะแบบสะใจ และแพ้แบบช้ำใจไม่ใช่เหรอ แล้วไอ้ถ้วยเถ้ย อะไรครูก็ไม่ได้ต้องการ เพราะเป็นประสบการณ์กับตัวพวกเธอเอง(แต่อย่าบ่อยนะ อิอิ บัวยังมีวันพ้นน้ำนะ) อือม์ พอผมพูดเสร็จแล้ว นักเรียนก็ตัดสินใจ ไม่...แข่ง(ไม่ได้แล้ว) สู้ๆเพื่อพวกเรา พวกครู เพื่อโรงเรียน และตัวเธอเอง ผลออกมาแพ้ แต่นักเรียนได้สนุกครับ มาเล่าให้ฟังว่า ได้เพื่อนใหม่ต่างโรงเรียนด้วย มีความสุขใจดี (น่านครูบอกแว้ว เอิ๊กๆๆ)(แอบดีใจเล็กๆที่เราบอกนักเรียนให้รู้จักก้าวเดินได้ครับ)(เห็นไหมครับ ครูเป็นผู้ชี้ทาง แต่เด็กเป็นคนเดินเอง)(สุขใจจริงๆครับ นี่แหละมั๊งที่ครูหลายๆคนดีใจเวลาลูกศิษย์ได้รับความสุข ความสำเร็จ)(แล้วจะวงเล็บเยอะทำไมนักเนี่ย อิอิ)เพราะงั้นเพลงนี้แทนความรู้สึกของครูที่หวังดีครับ เปลี่ยนจากความรัก เป็นความรักในการเรียนนะครับ
“ ความผิดหวังทำให้คนบางคนสิ้นหวังท้อใจ จนอาจกลายเป็นเหตุผลของการไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่สำหรับคนบางคน มันอาจกลายเป็นเหตุผลก่อเกิดแรงจูงใจที่ท้าทายให้เกิดความหวังที่จะสู้ ก็เพื่ออยากเห็นความสมหวังและพบความสำเร็จให้ได้”
การใช้ชีวิตย่อมควบคู่ไปกับความหวัง แม้สิ่งที่หวังอาจสรุปด้วยความเจ็บปวด ซึ่งทำให้เราพบความผิดหวังก็ตามที ถามว่า .. เป็นความผิดหรือเปล่าที่ต้องผิดหวัง ผิดกฎหมายหรือไม่ มันผิดกฎของพระเจ้าหรือเปล่า เพราะแท้จริงแล้วไม่ได้มีกฎที่ไหนห้ามไว้ว่าอย่าผิดหวัง หรือไม่ได้มีกฎหมายตราไว้ว่า.. ถ้าผิดหวังแล้วจะต้องจบชีวิตไปซะเดี๋ยวนี้....
ยอมรับนะครับว่า.. ผมมองเรื่องความผิดหวังเป็นออเดิฟในชีวิตไปเสียแล้ว เพราะได้พบกันเป็นประจำ ได้ชิมอยู่เรื่อยๆ ในแต่ละวัน อาจเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องใหญ่ๆ ก็ตาม
แต่ความผิดหวังในเรื่องต่างๆ กลับเป็นบทพิสูจน์ให้ชีวิตเกิดการท้าทายว่า... ถ้ารสชาติของความผิดหวังเป็นเช่นนี้แล้ว... ความสมหวังล่ะ... จะเป็นอย่างไรหนอ... นี่อาจเป็นเหตุผลง่ายๆสำหรับตัวเราเองที่คิดว่า... “ ยังหวังอยู่เสมอ... ตราบที่ลมหายใจยังมี” เพราะผมเองไม่เชื่อว่า.. ชีวิตของใครบ้างในโลกจะผิดหวังอยู่ตลอดเวลา มันต้องมีบ้างล่ะ... ที่ฉากชีวิตแห่งความสำเร็จความสมหวังจะปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้า
คนเราทุกคน มีฤดูกาลที่ตัวเองชอบ
บางคนชอบฤดูร้อน ฟ้าโปร่ง แดดแรง
บางคนชอบฤดูฝน เย็นสดชื่น ต้นไม้ใบหญ้ามีชีวิตชีวา
บางคนชอบฤดูหนาว ดาวสวยและนอนหลับสบายดี
ผมเองชอบฤดูหนาวกับฤดูฝนครับ ได้เรียนรู้ตัวเองดีแต่ไม่ว่าเราจะชอบฤดูกาลไหนมากเพียงใด
ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเลือกฤดูกาลนั้น เพียงฤดูกาลเดียว
จึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน
ที่จะต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ในทุกๆฤดูกาล
เรียนรู้ที่จะเปิดใจและปรับตัว
อดทน...ต่อแดดแรงๆ
อย่าทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต ใครว่าอะไรนิดอะไรหน่อยก็น้ำตาร่วงแล้วเรียนรู้ที่จะเข้มแข็ง...ฝ่าฟันพายุ...
เราอาจจะอ่อนแอได้ในบางครั้ง หยุดเดินได้เมื่อเหนื่อยล้าเกินไป
แต่ชีวิตคือการก้าวเดินไปข้างหน้า เมื่อหายเหนื่อยก็ต้องเดินต่อไป
เชื่อมั่นในตัวเองว่าเราจะผ่านพายุ และลมหนาวไปได้ สิ่งนี้สำคัญมาก ชีวิตที่ดีต้องมีความเชื่อมั่นเชื่อมั่นที่จะทำในสิ่งดีๆแต่อย่าอวดอ้าง ถ้าเรามีสามอย่างนี้ คือ ... อดทน เข้มแข็ง และเชื่อมั่นตนเอง ไม่ว่าสองเท้าจะเดินอยู่ท่ามกลางฤดูที่เราชอบหรือไม่นั้นทุกๆก้าวของเราก็จะมั่นคง ปลอดภัย ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป
Desfois, la vie, elle aussi, fait plusieurs pas,
pas à pas.
Le monde nous mange
lentement
La vie nous grignote
lentement.
Des fois, pas à pas, on ne fait aucun pas.
ฝากทุกคนด้วยครับ






สวัสดีครับพี่เอ๊ะ “ ความผิดหวังทำให้คนบางคนสิ้นหวังท้อใจ จนอาจกลายเป็นเหตุผลของการไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่สำหรับคนบางคน มันอาจกลายเป็นเหตุผลก่อเกิดแรงจูงใจที่ท้าทายให้เกิดความหวังที่จะสู้ ก็เพื่ออยากเห็นความสมหวังและพบความสำเร็จให้ได้”
ชอบตอนท้ายมากครับ
สวัสดีค่ะพี่เอ๊ะ
โอโห พี่เอ๊ะ นี่ขยันแต่งบล็อกจังเลยนะค่ะ
อิอิ บล็อกนี้อย่างหวานเลยค่ะ
คิดถึงนะค่ะพี่ชาย สบายดีบ่?
สวัสดีครับ
แข่งไปเถอะครับ มีแต่ได้ กับ ได้
ถ้าไม่แข่ง มีแต่เสีย กับ เสีย
(อาจจะได้ไปเจอกันที่สุพรรณนะครับ)
น้องเอ๊ะ ครับ น้องเอ๊ะ ทำเอา คนแก่ อย่างพี่ปวดตา กับตัวหนังสือ ที่ใกล้เคียงกับสีพื้น อ่ะ อุอุ
สวัสหวัดดีค่ะ
เป็นกำลังใจให้นักเรียนกับครูเอ๊ะค่ะ
สวัสดีค่ะ
น้องเอ๊ะ ครับ คนแก่มาอ่าน คล่อง ปร๋อ เลยนะจ๊ะ พี่ใหม่ชอบ ประโยคนี่เน้อเจ้าชีวิตของใครบ้างในโลกจะผิดหวังอยู่ตลอดเวลา มันต้องมีบ้างล่ะ... ที่ฉากชีวิตแห่งความสำเร็จความสมหวังจะปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้า
ตามมาถามค่ะ ว่าได้คลิกเข้าไปดูรึยัง
มันคนละเรื่องกันแล้วค่ะ
หึ หึ แล้วมองเห็นทวนหรือตามค่ะ
อยากรู้จริง ๆ น่ะ
เจริญพร โยมคนพลัดถิ่น
ความผิดหวังในเรื่องต่างๆนั้น
เป็นบทพิสูจน์ให้ชีวิตเราได้เพิ่มพูน
สติปัญญาขึ้นมาอีกนะโยม
เจริญพร
ดีจังค่ะ รู้สึกว่าครูมีไมตรีกับเด็กดีค่ะ
สวัสดีครับพี่เอ๊ะ แวะมาเยี่ยมเยือน ซำบายดีบ่