รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับสำนักงบประมาณ

นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับสำนักงบประมาณ และหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ที่จะเสนอขอใช้งบประมาณขาดดุลเพิ่มเติมอีก
100,000 ล้านบาท ว่า กรอบการใช้งบจะมีเพิ่มเติมอีก 2-3 โครงการ จากเดิม 10 โครงการ ที่ได้หารือกันในที่ประชุม ครม. เช่น โครงการด้านการท่องเที่ยว สาธารณสุขและพัฒนาการศึกษา เป็นต้น ส่วนกรอบการใช้เงินที่เกี่ยวข้องกับการปรับเงินค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐในอัตราเฉลี่ย 6% ซึ่งใช้วงเงินรวม 24,000 ล้านบาท ไม่ได้หมายความว่าจะปรับขึ้นเงินเดือน 6% ให้ข้าราชการทุกคนตลอดไปตามที่หลายฝ่ายเข้าใจแต่เป็นการให้เงินโบนัสพิเศษเฉพาะในช่วง 9 เดือน (เม.ย.-ธ.ค. 52) เท่านั้น และเฉพาะข้าราชการและลูกจ้างไม่เกินระดับ 7 หรือมีเงินเดือนต่ำกว่า 20,000 บาท และเป็นหน่วยงานที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศตามกรอบที่กำหนด

ส่วนการจัดทำโครงการเพื่อของบประมาณขาดดุล ต้องเป็นการตัดสินใจของชุมชนเท่านั้นว่าต้องการกิจกรรมใดเกิดขึ้นบ้างภายใต้กรอบของแต่ละโครงการโดยใช้กลไกขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั้ง 8,000 ตำบลทั่วประเทศ เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งแต่ละตำบลจะได้รับการจัดสรรเงินงบแห่งละไม่เกิน 12 ล้านบาท ไม่ว่ามีกิจกรรมจำนวนเท่าใด
ก็ตาม นอกจากนี้ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้จัดกลุ่มโครงการให้ชัดเจนก่อนเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาโครงการที่ตนเป็นประธานพิจารณา คัดกรองอีกครั้งว่าเป็นโครงการที่ใช้จ่ายเงินได้ภายในเวลา 9 เดือน คือ ตั้งแต่เดือน เม.ย.-ธ.ค.52 และต้องสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล หากทำไม่ได้ตามที่กำหนดจะถูกตัดงบประมาณทิ้งทันที “การกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศโดยการตั้งงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท และให้ชุมชนเป็นคนกำหนดกิจกรรมที่ต้องการ ภายใต้โครงการหรือกรอบที่รัฐบาลกำหนด ถือว่าเป็นการใช้นโยบาย “ผันเงิน” ที่ทำให้เกิดการสร้างงานและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจแตกต่างจากโครงการ  “เงินผัน” ที่เป็นการแจกเงินโดยไม่มีโครงการมารองรับ อย่างที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสมัยสามัญปลายเดือน ม.ค.52 ใช้ได้ประมาณเดือน เม.ย.52 และคาบเกี่ยวไปจนถึงไตรมาสแรกปีงบประมาณ 53 หรือภายในเดือน ธ.ค. 52 เท่านั้น”

ไทยรัฐ  มติชน  ข่าวสด 8 พ.ย. 51