ยิ้มยิ้มไว้ยังไงก็ยิ้มไว้ก่อน

     คราวที่แล้วได้เล่าประสบการณ์เล็กๆน้อยๆในต่างแดนให้ฟังเรื่องความแตกต่างของสังคมและวัฒนธรรมของตะวันตกกับไทยเกี่ยวกับการยิ้มทักทาย พอดีเลยนึกได้ว่าการยิ้มแบบไทยๆอันเป็นเอกลัษณ์ประจำชาติของคนไทยนั้นบางทีก็เกิดผลตรงการข้ามเหมือนกัน ถ้าหากไม่ดูกาลเทศหรือบุคคลที่เราจะยิ้มให้ เรื่องที่จะเล่านี้เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อปีที่แล้ว เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคมต้องเดินทางมานอร์เวย์ตามลำพังยอมจ่ายค่าเครื่องแพงหน่อยเพื่อที่จะมาการบินไทยสายการบินแห่งชาติที่เลื่องรือเรื่องสุดยอดการบริการและก็จริงตามนั้นจริงๆ โฮสเตรสทุกคนบริการด้วยไมตรียิ้มแย้มแจ่มใสไม่เหมือนสายการบินต่างชาติทำยังกะเราขอโดยสารไปด้วยงั้นแหล่ะ(ไม่รู้ว่าแรงไปปล่าวนะค่ะ)ขึ้นเครื่องจากสุวรรณภูมิประมาณเที่ยงคืนไปถึงStockholm ตอนเช้าของเวลาที่นั่น เพื่อต่อเครื่องมายังนอร์เวย์ กว่าเครื่องจะได้ขึ้นเครื่องก็ประมาณ 6 ชั่วโมงแน่ะ ช่างยาวนานเหลือเกินในความคิดขณะนั้น เมื่อลงเครื่องที่ Stockholm ต้องเข้า transit สำหรับคนที่จะต่อเครื่องตอนแรกก็ไปไม่ถูกไม่รู้จะไปยังไงหลังจากที่เข้าตรวจเอกสารคนเข้าเมืองเสร็จแล้ว(ตรวจเข้มพอสมควรค่ะเพราะเราเข้ามาเชงเก้นสแล้วพอไปนอร์เวย์หรือประเทศอื่นในยุโรปก็ไม่ต้องตรวจมากอีก)ก็เดินตรงไปถามตำรวจทันทีที่นี่เขามีตำรวจและรักษาความปลอดภัยอยู่ เลือกตำรวจผู้หญิงด้วยนะเขาก็ใจดีจริงๆเลยเดินพาไปส่งจนเห็นป้ายบอกไป transit

     หลังจากเข้ามาในtransitแล้วยังเหลือเวลาอีกตั้งห้าชั่วโมงกว่าไม่รู้จะทำไงดีก็เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยช่วงเช้าผู้โดยสารไม่ค่อยมากที่นั่งก็เยอะแยะ(ไม่เหมือนสุวรรณภูม บ้านเรา)เดินดูของตามร้านปลอดภาษีไปเรื่อย พอดีหิวน้ำก็เลยแวะซื้อโค้กซะหน่อย แต่ทำไงอ่ะไม่มีเงินโครนสวีเดน อดแน่ๆ บัตรเครดิตก็ไม่มี แต่โชคดีมีบัตรวีซ่าเดบิท ราคาโค้กก็ไม่แพงนะแค่23 สวิดิชโครนเองแฮ่ๆ(ตอนนั้นก็ตกประมาณ120บาทบ้านเราสำหรับโค้กขวดเล็ก)เริ่มสงสัยกันแล้วใช่มั๊ยค่ะว่าแล้วการยิ้มมันเกือบจะเป็นภัยได้อย่างไร กำลังจะเล่าต่อค่ะ

    เมื่อดื่มโค้กสบายใจแล้วก็เดินต่อชมของไปเรื่อย พอเจอใครหันมามองก็ยิ้มให้ด้วยอัธยาศรัยไมตรีแบบไทยแท้ๆก็ได้รับยิ้มกลับมาบ้าง หรือไม่ก็ทำหน้างงๆบ้าง คงคิดว่าฉันไปรู้จักยัยคนนี้ตั้งแต่ชาติปางไหนมั้ง ชอทเด็ดอยู่ตรงนี้ค่ะมีชายหนุ่มใหญ่วัยกลางคนเดินแซงหน้าขึ้นมา ทั้งที่ทางเดินก็กว้างขวางแต่พี่แกเดินซะเกือบจะชนเราเท่านั้นยังไม่พอ ยังยิ้มแป้นอีกต่างหาก หันซ้ายแลขวาไม่มีใครสงสัยยิ้มให้เราแน่ๆแล้วอย่างนี้มีหรือสาวไทยไมตรีงามจะไม่ยิ้มตอบ และด้วยรอยยิ้มอันงดงามคงบาดตาบาดใจคุณชายเธอก็เลยชวนไปหากาแฟดื่มกัน แหมช่างใจดีจริงๆแต่เราไม่ดื่มกาแฟอ่ะก็เลยบอกไปตรงๆเขาก็โอเค บอกถ้างั้นไปหาที่นั่งคุยกันพักเหนื่อยด้วยเห็นเดินมานานแล้ว อ้าวนี่แสดงว่าเดินตามเรามานานแล้วสิ นั่งก็นั่งแหมดีออกมีเพื่อนคุย นั่งคุยกันซักพักพี่แกเริ่มออกลายมือไม้เริ่มเป็นเถาวัลย์เท่านั้นยังไม่พอชวนไปห้องน้ำด้วยกันอีก เอาล่ะสิชักไม่เข้าท่าเราก็เลยบอกว่า ให้ไปหาคนอื่นเถอะหญิงไทยไม่ได้เหมือนที่เล่าลือกันทุกคนนะเท่านั้นล่ะพี่แกหน้าเสียเลย รีบขอโทษยกใหญ่แต่ยังไม่วายจะขอ msnเพื่อสานสัมพันธ์ต่ออีกนะ ขืนให้ก็บ้าแล้ว

    เป็นไงค่ะประสบการณ์นำนำน่ากลัวดีมั๊ย หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นสอนให้รู้ว่าบางทีการแสดงไมตรีทักทายสำหรับคนที่ต่างวัฒนธรรมก็ทำให้ตีความหมายต่างไป ทั้งนี้อาจขึ้นกับประสบการณ์เดิมของแต่ละคนด้วย นอกจากนี้นำนำยังได้รับประสบการณ์จริงจากสุภาษิตที่ว่า ปลาตัวเดียวเน่าคับข้อง อีกด้วย (คิดเองนะค่ะว่าคืออะไร)ทำให้ต่างชาติมองว่าสาวไทยนี้ง่ายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเฮ้อ