“เลือดออก” อยู่ดีๆ ถ้ามีเลือดออกคงไม่ดีแน่ แต่หากไม่ช่วยกันกำจัดยุงและลูกน้ำยุงลาย เราก็มีโอกาสมีอาการ “เลือดออก” หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “ไข้เลือดออก” ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมเป็นอันมาก ที่สำคัญในแต่ละปีก็มีคนป่วยด้วยไข้เลือดออกจำนวนมาก และส่วนหนึ่งก็เสียชีวิตไป นับเป็นการสูยเสียที่ไม่ควรสูญเสีย
จังหวัดน่านในปีนี้มีการระบาดของโรคไข้เลือดออกในหลายพื้นที่ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน จึงได้จัด “การประชุมประเมินผลแบบสร้างพลังและจัดการความรู้ในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒” ณ โรงแรมเทวราช อำเภอเมืองน่าน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจร่วมกัน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างบุคลากรสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอสม.ในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออก
กระบวนการ เริ่มตั้งแต่ นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน ได้ให้นโยบายในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ต่อด้วยการให้ข้อมูลสถานการณ์โรคไข้เลือดออกจากข้อมูลระบาดวิทยา โดยคุณมนูศิลป์ ศิริมาตร นักวิชาการสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน หลังจากนั้นมีการอภิปรายหัวข้อ “การป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพภายใต้การบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ผู้ร่วมอภิปราย ประกอบด้วย คุณบัวผา แก้วมงคล ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและอนามัยสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองน่าน, นพ.พงษ์เทพ วงค์วัชระไพบูลย์ หัวหน้ากลุ่มงานเวชกรรมสังคม รพ.น่าน, คุณเสวียน อะทะไชย รองประธานชมรมอสม.จังหวัดน่าน, และคุณศรีทอน ผาทอง จนท.วิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน หลังจากนั้นในภาคบ่ายมีการนำเสนอตัวอย่างพื้นที่ตัวอย่างที่ป้องกันโรคไขเลือดออกได้ดี ได้แก่ อบต.ศิลาแลง อ.ปัว, และเทศบาลหนองแดง อ.แม่จริม หลังจากนั้นได้มีการแบ่งกลุ่มรายอำเภอเพื่อระดมความคิดเห็นและวางแผนการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในปี ๒๕๕๒ แล้วมานำเสนอแลกเปลี่ยนกันและกัน
ผมได้สรุปสาระอันเป็นส่วนสำคัญของการประชุมและได้นำเสนอตอนท้ายของการประชุมไว้ดังนี้
๑. หลักอิทัปปัจจัยตา อันเป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ให้ว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมมีเหตุปัจจัยทั้งสิ้น การเกิดสิ่งหนึ่ง ย่อมทำให้เกิดสิ่งหนึ่ง เมื่อมีสิ่งนี้ จึงมีสิ่งนั้น เช่นเดียวกับการเกิดไข้เลือดออก
“ไม่มีน้ำขัง ไม่มีลูกน้ำ
ไม่มีลูกน้ำ ไม่มียุง
ไม่มียุง ไม่มีคนป่วย
ไม่มีคนป่วย ไม่มีคนตาย”
ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดแต่แรกคือไม่ให้มีน้ำขังย่อมจัดการได้ง่ายกว่า ประหยัดกว่า การตามมาแก้ในภายหลัง
๒. บทเรียนพื้นที่เชิงกลยุทธ์
• ตื่นรู้อยู่เสมอ นั่นคือการสร้างความตระหนักและตื่นตัวรู้อยู่เสมอถึงภัยอันตรายจากไข้เลือดออก
• สร้างการมีส่วนร่วมและภาคีเครือข่าย ทั้งภาคีรัฐ ท้องถิ่น เอกชน ประชาชน
• การควบคุมแหล่งโรค ตั้งแต่การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง การทำลายลูกน้ำยุงลาย และการกำจัดยุง
• รณรงค์ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความตระหนักและตื่นตัว
• การรายงานและติดตามต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวังโดยใช้การสำรวจลูกน้ำยุงลาย ที่เราเรียกว่า HI, CI เพื่อนำมาทำนายแนวโน้มการเกิดโรค นำไปสู่การวางแผนจัดการก่อนเกิดโรค ดังนั้นต้องมองว่ามิใช่เพิ่มภาระ เอาไปรายงานสสจ. รายงานเขต. เพราะไม่ใช่หัวใจของการเฝ้าระวัง
๓. บทเรียนเชิงปฏิบัติการ
• ดูแลนอกฤดูกาล นั่นคือทำตั้งแต่ก่อนฤดูฝน เพราะยุงตัวแก่มีจำนวนไม่มาก เราสามารถทำลายก่อนที่ยุงจะเพาะพันธุ์และขยายตัวมากขึ้น สามารถทำได้ง่ายด้วย
• แบ่งเขตรับผิดชอบ โดยแบ่งเขต คุ้ม ให้อสม.ดูแล ทั้งนี้อาจต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านดูแลกำกับให้การสนับสนุนอีกชั้นหนึ่ง
• สลับหมู่บ้านสำรวจลูกน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดอคติในการสำรวจ และอาจมีการตรวจซ้ำ (Re-check)โดยอสม.น้อยหรือนักเรียนสำรวจซ้ำอีกที
• ควบคุมแหล่งโรค ตั้งแต่การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง การทำลายลูกน้ำยุงลาย และการกำจัดยุง ซึ่งวิธีการแล้วแต่ความพร้อมและศักยภาพของพื้นที่
• รณรงค์ทุกรูปแบบ ทั้งในห้วงปกติ และห้วงของการระบาด ผ่านกิจกรรม สื่อต่างๆ ทุกรูปแบบให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด ทั้งในชุมชน วัด โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก สถานที่ราชการต่างๆ นอกจากนี้อาจมีการประกวดในรูปแบบต่างๆ เช่น การวาดภาพ เขียนเรียงความ แต่งกลอน ประกวดคุ้ม ประกวดหมู่บ้าน ฯลฯ
• กำหนดมาตรการชุมชน โดยผ่านการประชุมประชาคมของหมู่บ้านหรือตำบล เพื่อเป็นกฎกติกาให้ใช้ร่วมกัน อาจเป็นมาตรการเสริมแรงจูงใจ เช่น ให้รางวัล ให้ประกาศเกียรติคุณ หรือเป็นมาตรการเชิงปราม เช่น การเตือนเจ้าของบ้าน ประกาศชื่อทางหอกระจายข่าว หรือปรับเป็นเงินหากตรวจพบลูกน้ำยุงลายในหลังคาเรือนใด เงินที่ได้ก็นำไปใช้เป็นกองทุนพัฒนาหมู่บ้าน
• เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชน เป็นส่วนสำคัญที่จะให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ถกคิด หาทางออกร่วมกัน อาจจะถือโอกาสเป็นการคืนข้อมูลสถานการณ์ ผลการสำรวจลูกน้ำยุงลายให้แก่ชุมชน รวมทั้งอาจเป็นโอกาสในการสรุปและถอดบทเรียนผลการปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อจะได้นำมาปรับวิธีการให้มีประสิทธิภาพ
• การประชุม War room ในช่วงฤดูระบาด เพื่อวางแผนการจัดการให้รับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้
๔. ประเด็นที่ต้องพิจารณา
• จากข้อมูลการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ป่วยส่วนหนึ่งกลับมาจากการไปทำงานต่างถิ่น หรือคนอื่นที่อพยพเข้ามาใหม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะติดเชื้อไข้เลือดออกมาจากถิ่นเดิมอยู่ ทำให้การจัดการยาก ป้องกันยาก ท่ามกลางการเคลื่อนย้ายของคนที่สูงเช่นนี้เราจะวางแผนรับมือเรื่องนี้อย่างไร
• “ความไม่รู้” บน “ความรู้” เรื่องไข้เลือดออกบางทีดูเหมือนกับว่าเรามีองค์ความรู้ดีแล้ว แต่ในสถานการณ์จริงมีอีกหลายเรื่องที่เราไม่รู้ และบางเรื่องก็รู้ไม่จริง ทำให้เกิดการปฏิบัติไปในทางผิดๆ เช่น การพ่นหมอกควัน ที่ดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์หลักที่มักใช้ แต่หากดูองค์ความรู้ทางวิชาการจริง มันก็เป็นการแก้ไปที่ปลายเหตุและสิ้นเปลืองมาก บางทีก็พ่นไม่ถูกวิธี ไม่ถูกเวลาอีกด้วย เป็นต้น
• เครื่องมือสำหรับนักรบ อันหมายถึงวัสดุอุปกรณ์ เทคนิควิธีการ งบประมาณต่างๆ ที่จะต้องสนับสนุนให้เหมาะสม รวมทั้งการบูรณาการร่วมกันในท้องถิ่นด้วย
• ความต่อเนื่อง เป็นหัวใจสำคัญ เพราะหลายครั้งเรามักตื่นตัวตอนโรคระบาด ก็เฮโลทำกันที เหมือนไฟไหม้ฟาง พอเชื้อฟางหมดก็มอดไป
๕. หลักการสำคัญในการป้องกัน หัวใจสำคัญในการป้องกันโรคไข้เลือดออกคือ“ไม่มีพาหะ ไม่มีคนป่วย”นั่นคือทำอย่างไรไม่ให้มีน้ำขัง ไม่มีลูกน้ำ ไม่มียุงลาย เมื่อไม่มียุงลายก็จะไม่มีผู้ป่วย วิธีการสำคัญคือ
• ตระหนัก นั่นคือ สร้างความตระหนักในปัญหาอยู่เสมอ
• ตื่นรู้ อยู่เสมอ เฝ้าระวังการเกิดโรค โดย“จับสัญญานเตือนภัยให้ได้” โดยใช้ดัชนี HI, CI เพื่อทำนายแนวโน้มการเกิดโรค
• แบ่งเขตพื้นที่ดูแล ให้อสม.ดูแลแต่ละคุ้ม เขต โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลสนับสนุนอีกชั้นหนึ่ง
• กำจัดลูกน้ำ โดยการคว่ำกะโหลก กะลา ภาชนะน้ำขัง การปล่อยปลาหางนกยูง ฯลฯ
• กำจัดตัวยุง โดยการตบ ตี และใช้สารเคมีพ่นทำลายตัวยุง
• ติดตาม ต่อเนื่อง เป็นการติดตามประเมินกิจกรรมต่างๆ และทำอย่างต่อเนื่อง
๖. หลักการสำคัญกรณีเกิดการระบาด หากไม่สามารถป้องกันได้ จนเกิดการระบาดของไข้เลือดออกขึ้น (นั่นหมายความว่าเราทำป้องกันไม่ดี) ก็ต้องมาดูแลผู้ป่วยที่เกิดขึ้นบนหลักการ “ไม่ตาย ไม่ป่วยเพิ่ม”นั่นคือทำอย่างไรที่จะให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ได้มาตรฐาน ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจนอาจทำให้เสียชีวิตได้ ขณะเดียวกันต้องรีบดำเนินการควบคุมโรคให้สงบโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม วิธีการสำคัญคือ
• วินิจฉัยเร็ว ทีมรักษาต้องวินิจฉัยได้เร็ว แม่นยำ เพราะยิ่งเร็ว เราก็สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้มาก และสามารถประสานทีมควบคุมโรคให้ควบคุมการระบาดของโรคได้เร็ว
• มาตรฐานการรักษา ซึ่งทีมรักษาต้องมีมาตรฐานการรักษาที่เป็นมาตรฐานและเป็นแนวทางเดียวกัน ตั้งแต่ระดับสถานีอนามัย โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัด มีระบบการส่งต่อที่เชื่อมประสานกัน
• ควบคุมการระบาดในพื้นที่โดยเร็ว หากได้รับการตรวจสงสัยหรือยืนยันว่าเป็นผู้ป่วยไข้เลือดออก ทีมสอบสวนโรคต้องรีบดำเนินการสอบสวนโรคโดยเร็ว และปฏิบัติการควบคุมโรคไม่ให้ระบาดออกไปอย่างทันท่วงที ซึ่งวิธีการควบคุมโรคก็อาจกลับไปดูวิธีการป้องกันดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ทำให้เข้มข้นมากขึ้น ถี่ขึ้น จนสามารถควบคุมโรคให้สงบลงได้
๗. ถอดบทเรียนไม่ว่าผลการปฏิบัติการจะออกมาอย่างไร ปีนี้จะมีการระบาดของโรคหรือไม่ก็ตาม การสรุปบทเรียนการทำงานร่วมกันยังมีความสำคัญ และมิใช่เป็นการสรุปตอนสิ้นปี หรือหลังเกิดโรค หากแต่เป็นการสรุปบทเรียนตลอดระยะของการทำงาน ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการทำงาน คำถามที่ต้องช่วยคิดคือ
• ไม่ระบาด & ระบาด เพราะอะไร ? มีปัจจัยเงื่อนไขใด
• อะไรที่ควรทำต่อ ?
• อะไรควรปรับปรุง ?
• อะไรไม่ควรทำอีก ?
ทั้งหมดนี่คือบทเรียนจะได้ไม่ทำซ้ำรอยเดิม
สุดท้ายผมได้ปิดด้วยพุทธพจน์ว่า
“ชาวนาไขน้ำเข้านา
ช่างศรดัดลูกศร
ช่างไม้ดัดไม้
บัณฑิตฝึกตนเอง”
ใครมีหน้าที่อย่างไร ก็ทำหน้าที่ของตนเองนั้นให้สมบูรณ์ แล้วจะไม่มีไข้เลือดออกครับ

ขอบคุณค่ะสำหรับ ข้อคิดดี เพื่องานไข้เลือดออก
ปีนี้ที่ทำงานอยู่ก็เริ่มมีการเกิดโรคขึ้นแล้ว อยู่ในขั้นอนการควบคุมที่คิดว่าได้ผล
พื้นที่ทำงานอยู่รับผิดชอบ 15 หมู่บ้าน มีตั้งแต่ ภูเขา ที่ลุ่ม ติดชายแดน ปวดหัวกันทุกปีและ ทั้งปี
ปีนี้ได้รณณงค์กันไปบ้างแล้ว
ขอบคุณอีกครั้ง