เพลี้ยไฟไรแดง, สภาพดินเสื่อมเสีย ต้นอ่อนแอ อมโรค

จัดว่าอยู่เคียงคู่ครัวเรือนมานานแสนนานและยังคงอยู่ตลอดไป เพราะว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากจริง ๆ มากเสียจนไม่สามารถที่จะขาดหายไปจากครัวเรือนได้เลย... สิ่งที่ได้กล่าวถึงนั้นก็คือมะนาวนั่นเอง! ซึ่งไม่ว่าราคาจะถูกหรือแพงเพียงใด แม่บ้านต่างต้องซื้อหาติดครัวไว้เสมอ เพราะสามารถที่จะนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนูโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทต้มยำ ทำแกงยิ่งจำเป็น แต่ใครจะรู้บ้างว่าปัจจุบันนี้ สวนมะนาวนั้นลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ เพราะการปลูกการผลิตที่แสนจะลำบาก ยุ่งยาก โรคแมลงรบกวนการดูแลรักษาจัดได้ว่ายากพอ ๆ กับการปลูกส้มเขียวหวานเหมือนทุ่งรังสิตในอดีตเลยทีเดียว  

ปัจจุบันเกษตรกรอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ที่ยังคงยึดอาชีพทำสวนมะนาวกันอยู่ก็พอมีอยู่บ้าง แต่ก็จัดว่าไม่มากไม่มายเหมือนในอดีตซึ่งถือว่าที่นี่เป็นแหล่งผลิตมะนาวรายใหญ่ระดับประเทศที่หนึ่งเลยทีเดียว ในปัจจุบันได้ล้มละลายสูญหายไปเยอะพอสมควร เพราะรูปแบบการผลิตส่วนใหญ่อิงกับการใช้ยาหรือสารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคแมลงทำให้สภาพดินเสื่อมเสีย ต้นอ่อนแอ อมโรค การเจริญเติบโตถดถอยเพราะพื้นดินได้รับการซึมซับสารที่เป็นโทษมากกว่าเป็นประโยชน์แก่ต้นมะนาว ไม่ว่าจะเป็น ยาฆ่าหญ้า ยารักษาโรคแคงเกอร์ (คอปเปอร์) ยากำจัดศัตรูพืช จึงทำให้ระบบนิเวศน์พังทลาย ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่จะคอยช่วยกันปกปักษ์รักษาความสมดุลย์ให้แก่กันและกัน จนในที่สุดความจริงก็ได้พิสูจน์ให้เห็นกันแล้วว่า ไม่ว่าจะใช้ยาหรือสารเคมีกำจัดโรคและแมลงกันอย่างไร โรคภัยต่างๆ ของมะนาวก็ยังคงอยู่ แต่ต้นมะนาวกลับมีแต่สภาพที่เสื่อมโทรมล้มตายลงไปแทน เพราะเพียงแค่ก้าวผิด เดินผิดมาตั้งแต่ต้นนั่นเอง

สวนมะนาวที่ใช้เทคนิคและวิธีการดูแลสวนแบบที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษแนะนำนั้น ส่วนมากจะยังคงอยู่และทำต่อมาอย่างยั่งยืนและมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะได้เน้นถึงวิธีการและรูปแบบที่ปลอดสารพิษ รักษาความสมดุลของระบบนิเวศน์ การฉีดพ่นยาฆ่าแมลงก็ไม่ใช้ และยังสามารถรักษาผลผลิตให้เพิ่มมากขึ้นโดยไม่สูญเสียหรือลดน้อยลงไป

มีเกษตรกรบางท่านได้เข้ามาขอคำปรึกษาและได้เชิญชวนให้ไปดูสวนมะนาวของตนเอง เพราะทราบข่าวจากสวนของเพื่อนบ้านว่ามีทีมนักวิชาการจากชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้เข้ามาดูแลให้คำแนะนำปรึกษาอยู่ ซึ่งปรากฎว่ามะนาวของเขาสภาพโดยทั่วไปนั้นขาดสารอาหาร สภาพต้นไม่สมบูรณ์ มีบางส่วนเป็นแคงเกอร์ ผลเล็ก แห้งเหี่ยว เหลืองและร่วง และมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจและชาวสวนมะนาวต้องระวังคือ มะนาวของเขามีลักษณะอาการผิวลอก บวมพอง เปลือกลายมีรอยขีดข่วนเป็นทาง ซึ่งเกษตรกรได้แจ้งว่าได้มีเซลล์จากบริษัทยาเคมีได้เข้ามาดูชี้แจงและบอกกล่าวว่ามีต้นเหตุมาจากเพลี้ยไฟไรแดง ซึ่งในหลายสวนก็หลงเชื่อและการทำการซื้อยาเคมีจากบริษัทดังกล่าวมารักษาฉีดพ่นกันหลายราย แต่ผลปรากฏว่ายิ่งฉีด...ยิ่งเป็น...ยิ่งฉีด...ก็ยิ่งเป็นจนไม่รู้จะทำยังไงดี เพราะไม่ว่าจะใช้สารเคมีฉีดเพิ่มเข้าไปอย่างไร...ก็ปรากฏว่าเจ้าเพลี้ยไฟไรแดงดังที่กล่าวอ้างก็ไม่ได้ลดการระบาดลง ในที่สุดคุณสามารถ  บุญจรัสนักวิชาการจากชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (081-646-0212) ได้นำมาผลของมะนาวมาวิเคราะห์และตรวจดูพบว่า ไม่ใช่เกิดจากสาเหตุของเพลี้ยไฟไรแดง แต่เป็นการแพ้สารเคมีและกลุ่มของสารจับใบ เพราะเมื่อนำผิวของลูกมะนาวมาขูดปรากฎว่าร่อนและลอกออกโดยง่าย และที่สำคัญอาการของโรคนั้นเกิดแต่เพียงผลของมะนาวเพียงอย่างเดียว ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริง ที่ว่าถ้าเกิดมีการระบาดของเพลี้ยไฟไรแดงจริง ยอดและใบอ่อนของมะนาวจะต้องหงิกงอและเสียหายไปด้วยแต่นี้ไม่เป็นเช่นนั้น คุณสามารถ จึงแนะนำให้หยุดการใช้สารเคมีและใช้วิธีการแบบปลอดสารพิษแทน ทำให้ผลมะนาวที่ว่าถูกทำลายโดยเพลี้ยไฟกลับมามีผลเขียว สดใส สวยงามเหมือนเดิม

มนตรี   บุญจรัส

www.thaigreenagro.com