ไม่มีอะไร ปล่อยวาง ว่างเปล่า

บางคนกล่าวว่า คนเราเกิดมาชดใช้กรรม เกิดมาเพื่อตัวเอง เกิดมาเพื่อเรียนรู้ชีวิต เกิดมาเพื่อทำงาน เกิดมาเพื่อทำประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองและโลกของเรา เกิดมาเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ให้ดำรงต่อไป เกิดมาเพื่อเสวยสุข เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์ เกิดมาเพื่อเรียนรู้ที่จะมีสติ เกิดมาเพื่อตาย เกิดมาเพื่อปล่อยวาง อาจมีคำตอบเป็นร้อยเป็นพันเป็นล้านจากแต่ละคนในโลกนี้ แต่ละคำตอบก็ถูกในมุมมองของคนหลายๆคน แต่ว่าจริงๆแล้วคนเราเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่

ช่วงชีวิตของมนุษย์อาจแบ่งได้เป็นสี่ขั้นตอนใหญ่ๆคือ ช่วงเวลาฟักตัว ช่วงเวลาเจริญเติบโต ช่วงเจริญวัย และช่วงสุดท้ายของชีวิต

ช่วงเวลาฟักตัว ปฏิสนธิจนออกมาสู่โลกภายนอก ช่วงเวลาเจริญเติบโต กิน นอน ขับถ่าย หัดคลาน หัดเดิน หัดวิ่ง หัดอ่านหนังสือ เป็นช่วงแห่งการเสริมสร้างความรู้ในปฐมวัย เรียนรู้วิชาการทางโลกต่างๆให้ทุกแขนง เก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดเพื่อจะนำเอาไปประมวลผลในช่วงถัดไป ช่วงเจริญวัย  เมื่อได้รับข้อมูลพร้อมแล้วก็สามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้ เป็นช่วงแห่งการทำงาน การสืบพันธุ์มีทายาท ในช่วงนี้มีคนบางคนจะเริ่มรู้สึกถึงความเบื่อหน่าย ซ้ำซากจำเจของชีวิต เริ่มเกิดคำถามอย่างเช่น เราเกิดมาเพื่ออะไร อยู่ไปเพื่ออะไร บางคนก็เป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานไปวันๆ ทำไปเพื่ออะไร เพื่อความสุขสบายในวัยชราหรือไม่ ช่วงสุดท้ายก็คือช่วงแก่ชราและตายไป เมื่อเหน็ดเหนื่อยจากการงานแล้ว ก็อยากจะพักผ่อนซะที พอเราตายไป ถ้าเราเกิดใหม่มาเป็นมนุษย์ก็จะมาพบกับวงเวียนเช่นนี้อีกไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด ต้องมาเรียนรู้ใหม่อีกตั้งแต่ต้นจนจบ น่าเบื่อไหมล่ะ?


ตั้งแต่เกิดมา คนเราก็มีแต่ความทุกข์ เกิดปั๊บก็โดนตีก้นปุ๊บ เจ็บ เกิดทุกข์ ร้องไห้เสียงดัง หลังจากนั้นก็ทุกข์เวลาขับถ่ายเพราะเจ็บในช่วงแรกเกิด ต่อมาเวลาหัดกินหัดคลานหัดเดิน บางทีก็หยิบของที่กินไม่ได้เข้าปาก ก็เป็นทุกข์ เวลาคลานหรือเดินไปชนอะไรเข้าก็เจ็บ เดินหกล้มก็เจ็บ มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น พอโตขึ้นสอบไม่ผ่านก็เป็นทุกข์อีก ตกงานก็ทุกข์ หางานทำไม่ได้ก็ทุกข์ อยู่เฉยๆก็ทุกข์ เจ็บป่วยก็ทุกข์ เวลาจะตายก็ทุกข์ ตายไปแล้วกลับมาเกิดใหม่ก็ทุกข์ใหม่อีกไปเรื่อยๆเป็นวงเวียน คนเรามีแต่ทุกข์กับทุกข์ ทำยังไงจึงจะดับทุกข์เหล่านี้ได้

คนเราเกิดมาเพื่อตาย ในที่สุดทุกคนก็ต้องตาย มีทางเลือกให้ตายอยู่หลายแบบหลายวิธีการ หากในขณะยังมีชีวิตอยู่ได้ทำบาปทำกรรมไว้มาก ในขณะที่กำลังจะตาย ผลของกรรมที่ทำไว้ก็จะตกอยู่กับคนทำ คนทำชั่วก็จะทุกข์มากในขณะที่ตาย ในขณะที่คนที่ทำกรรมดีไว้มากๆ ผลของกรรมดีก็จะส่งผลให้ตายอย่างมีความสุขส่งผลให้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี สำหรับผู้ที่ฝึกปฏิบัติพอสมควรก็อาจตายแบบหมดห่วงและหลุดพ้นไปได้เหมือนกัน โดยขณะตายได้ดับกิเลสตัณหาได้หมดสิ้นจริงๆ

เมื่อเราเกิดมา เราจำเป็นจะต้องเรียนรู้ชีวิตทั่วไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง พอเราเห็นความทุกข์ในหลายๆอย่างก็จะเริ่มแสวงหาหนทางดับทุกข์ บางคนพึ่งพาไสยศาสตร์ บางคนก็ไปดูหมอเพื่อความสบายใจ บางคนก็เข้าวัดกราบไหว้บูชาพระเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ บางคนก็ทำบุญมากมายเพื่อหวังให้ได้รับผลตอบแทนในชาตินี้หรือชาติหน้า วิธีการหรือพิธีกรรมต่างๆที่คนไทยที่ถูกประทับตราตอนแจ้งเกิดว่านับถือศาสนาพุทธกระทำนั้น ยังมิใช่หนทางที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้

กรรมวิธีการดับทุกข์จริงๆโดยสรุปแล้วก็คือ ความว่างเปล่า หรือ สุญญตา นั่นเอง คือการละซึ่งกิเลสตัณหาทางโลกทั้งหมด ทั้งในเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ต่างๆที่เข้ามาครอบงำจิตใจของเราไว้ การรับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ปรุงแต่งเป็นความอยาก เป็นอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เรามาเวียนว่ายตายเกิดกันต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะละมันได้หมดนั่นเอง

การละซึ่งกิเลสเหล่านี้ มิใช่ว่าเป็นการให้ใครคนนั้นเข้าป่า ปลีกวิเวก โดดเดี่ยว ตัดขาดจากทางโลกไปโดยสิ้นเชิง หากต้องทำแบบนั้นจริงๆอาจจะมีน้อยคนมากที่ทำได้ ปัจจุบันการดำรงชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้วอย่างมากมาย เราจึงต้องปรับเพื่อให้เข้ากันกับสภาพชีวิตในปัจจุบัน กลมกลืนไปกับธรรมชาติในสภาวะปัจจุบันนั่นเอง และถึงแม้ว่าจะไม่ได้ออกบวชเราก็สามารถปฏิบัติได้ทุกขณะที่เรายังมีลมหายใจอยู่ นั่นก็คือการมีสติอยู่กับปัจจุบัน การรักษาศีลห้าหรือศีลแปด การมีสติสมาธิในการดำเนินชีวิตประจำวัน การใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและมีความสุข ละซึ่งความอยาก ละซึ่งความเชื่อ ละซึ่งวิธีการ ละซึ่งพิธีการ ปล่อยวางสิ่งต่างๆลงซะ เมื่อทำให้เคยชินเป็นนิสัยแล้ว อย่างแรกจะส่งผลกับค่าใช้จ่ายในการยังชีพที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ต่อมาก็มีความสงบของจิตใจในทุกขณะเวลา การรู้อารมณ์ ควบคุมอารมณ์ และเกิดปัญญาในการทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

คนเราเกิดมาต้องตาย ดังนั้น เกิดมาแล้ว ก็ควรจะทำสิ่งที่ดีงามให้แก่สังคม ชนรุ่นหลังต่อไปในอนาคต อย่าให้ลูกหลานของเราต้องมาต่อว่าหรือสาปแช่งเรา ในเมื่อเราเกิดมาเป็นคน สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างมากมายแทบไม่มีที่สิ้นสุด ตั้งแต่ความว่างเปล่า ควาร์ก อะตอม เซลล์ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งจักรวาลที่กว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งสัตว์ในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ก็คงไม่สามารถเรียนรู้ได้  เรามีโอกาสแล้ว สิ่งที่เรียนรู้ได้ถ้าเทียบได้กับใบไม้ในป่ากว้างใหญ่ ก็จะมีเพียงหยิบมือเดียวที่เป็นหนทางสู่การหลุดพ้น เราควรเรียนรู้ทางสายกลาง เรียนรู้การมีสติกับปัจจุบัน สงบ รักษาศีล ฝึกสมาธิ และจะเกิดปัญญาตามมา ในที่สุดในขณะที่เรากำลังจะตาย ก็จะตายได้อย่างมีสติครบถ้วน ดับความอยากหรือกิเลสทั้งปวงให้หมดสิ้น ไม่มีความอยาก ไม่มีความไม่อยาก ไม่มีอะไร ว่างเปล่า ปล่อยวางเพื่อการนิพพานหลุดพ้นจากวงเวียนแห่งนี้ ไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดต่อไป