ก็เห็นก็รู้กันอยู่ทั่วไปแล้วใช่มั้ยครับว่า คำว่า "ประชาธิปไตย" มีบุคคล และกลุ่มคนนำมาใช้กันมากเหลือเกิน ไม่น้อยไปกว่าคำพูดพล่อยๆแบบนกแก้วนกขุนทองที่ว่า "รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์" เขาใช้คำเหล่านี้เพียงเพื่อประกอบการพูดให้ดูดี เหมือนยันต์กันผีไปเสียก็มาก

(ภาพจาก : http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/599/16599/images/16622.gif)
ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้เจตนาจะลบหลู่ใคร กลุ่มไหนโดยตรง แต่อยากให้ช่วยกันดูว่าที่พูดซ้ำๆซากๆกันอยู่นั้น ได้ ทำอะไรที่เป็นรูปธรรมและจริงจังต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับที่พูดไปบ้างหรือยัง ? ถ้าไม่เกรงใจตัวเองกันเกินไป เชื่อว่าคำตอบที่ได้อาจทำให้หลายคนสะอึก เพราะหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ก็วันๆเอาแต่หาทางว่าทำอย่างไรจะได้เงินมากๆ จะเอาเปรียบผู้คนโดยไม่ผิดกฎหมายและไม่ต้องติดคุกได้อย่างไร ฯลฯ เรียกว่า ใช้ชีวิตเพื่อทำประโยชน์ตนจนลืมคิดถึงผู้อื่น ไปก็ไม่น้อย ทำไปจนชินชาว่านั่นคือหน้าที่ของมนุษย์ หน้าที่ที่จะเอาตัวเองให้รอด หน้าที่ที่จะพิทักษ์ประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ในที่สุดก็อยู่ร่วมกันในสังคมแบบต่างคนต่างอยากได้ ไม่มีใครอยากให้ อยากแบ่งปัน เป็นสังคมแห่งการเรียกร้อง สิทธิ โดยไม่ค่อยคิดถึง หน้าที่ ซึ่งจำเป็นต้องมี ต้องทำควบคู่ไปกับการมีสิทธิทั้งหลาย อย่างสมดุลกัน เป็นสมดุลของ การให้ และ การรับ ครับ
ผมขอยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า การศึกษาที่ถูกต้อง เหมาะสม จะเป็นเครื่องมือสร้างประชาธิปไตยให้มั่นคงได้ เพราะประชาธิปไตยที่มีแต่รูปแบบที่เป็นแค่เปลือกประชาธิปไตยนั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นมานานพอแล้วในสังคมไทย ว่าเจริญเติบโตยากครับ จะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร เมื่อผู้คนขาด ใจ ขาด มโนธรรมสำนึก
สิ่งที่จำเป็นต้องปรับรื้อครั้งใหญ่ในเรื่องการเรียนการสอน เริ่มตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นภาคบังคับกันเลย ก็คือการสร้างหลักสูตรที่มีสาระการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ฝึก ได้พัฒนาตนอย่างต่อเนื่องไปทุกชั้นปี การพัฒนาตนในที่นี้ไม่เกี่ยวกับทักษะทางวิชาการ วิชาชีพที่ทำๆกันอยู่นะครับ แต่เป็นพัฒนาการทางจิตใจ และมโนธรรมสำนึก ให้ได้ซึมซับรับรู้ความจริงว่า ศาสตร์และศิลป์ของการเป็นมนุษย์ที่มีความสุขและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติที่แท้จริงนั้น ได้แก่อะไรบ้าง ข้อสำคัญขออย่าได้จัดกระบวนการเรียนการสอนแบบเดิมๆ ที่เน้นการจดจำเนื้อหาสาระ และวัดผลกันด้วยคะแนนจากการทำข้อสอบต่อไปอีก แต่ให้ออกแบบกิจกรรม ให้ผู้เรียนได้สัมผัสของจริง ในสถานการณ์ที่หลากหลาย ให้ได้เรียนรู้การเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ ได้ฝึกการรู้จักบังคับตัวเอง รู้จักให้เกียรติและยอมรับคนอื่น เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง ฯลฯ ส่วนจะเป็นกิจกรรมอะไร ลักษณะไหนบ้าง นั่นคือโจทย์ใหญ่ที่ต้องช่วยกันคิดอย่างจริงจังครับ
โดยสรุป การปลูกฝังจิตสำนึกแห่งประชาธิปไตยก็คือ การจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้มีธรรมะในหัวใจนั่นเอง เป็นธรรมะที่ต้องสั่งสม พอกพูนมาด้วยการปฏิบัติ ผ่านกิจกรรมที่มีชีวิต มีความหมาย ไม่ใช่เอาแต่ท่องจำ หรือนุ่งขาวห่มขาวไปนั่งหลับตาทำสะลึมสะลือเพื่อให้ใจสงบชั่วคราว แล้วกลับออกมาใช้กิเลสผลักดันให้กระทำการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยความเห็นแก่ตัวแบบไม่รู้จบ อย่างเช่นที่ผู้มีอำนาจวาสนาบางคนกำลังแสดงอยู่ในปัจจุบัน
ถ้าได้เริ่มทำ และทำจริงจัง ความหวังที่จะได้เห็นประชาธิปไดยเบ่งบานในหัวใจคนไทยก็คงไม่ไกลเกินฝันครับ .. แต่นานหน่อยก็ต้องทนนะ เพราะเราพอกอะไรๆที่ผิดเพี้ยนไว้มากมาย จะให้ล้างออกไปง่ายๆ มันคงเป็นได้แค่ความฝันเสียมากกว่า ... อิ อิ อิ
ททท ทำทันที่ ที่ตัวเจ้าของก่อนครับ ประชาธิปไตย
สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์คะ
สวัสดีครับ ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยครับ
ตามความคิดเห็นของผมเองนะครับ
เรามีแต่ประชาธิปไตยในรูปแบบ แต่ในเนื้อหาเรายังเป็นประชาธิปไตยแบบ "อำนาจนิยม" อยู่ครับ
จะสอนประชาธิปไตย ต้องสอนจากการกระทำครับ และต้องทำทั้งระบบ
อย่างระดับโรงเรียน ต้องเริ่มตั้งแต่ตัวผู้บริหารโรงเรียนเลยครับ ไม่ใช่ว่าให้เด็กหย่อนบัตรเลือกตั้ง มีสภานักเรียน แล้วถือว่าเป็นประชาธิปไตย
ตอนนี้ เริ่มที่ใครได้ยากครับ นอกจากต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีครับ
มีเรื่องอำนาจการปกครองจากแดนไกลในเกาะใหญ่กลางทะเลลึกใครสนใจบ้าง
สวัสดีครับอาจารย์
เห็นด้วย 100% เรื่องการปฏิวัติการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกฝัง "ประชาธิปไตย" ในภาคปฏิบัติที่เป็นไปตามหลักปรัชญาที่แท้
ปัจจุบันการเรียนการสอนบางรูปแบบ มีแนวโน้มที่จะไม่ได้เอื้อให้นักศึกษาตระหนักรู้ถึง "อำนาจ" ของตนที่จะมีผลต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม ที่เมื่อรวมกันแล้วก็คืออำนาจแห่งประชาชนในชุมชน เมื่อไม่ตระหนักรู้เรื่องนี้ ก็มองไม่เห็น "ความรับผิดชอบ" และมองไม่เห็น "ผลกระทบแห่งการไม่รู้" ในวงกว้าง เห็นอะไรแต่วงแคบ คือ "อัตตา" เท่านั้น
อำนาจและหน้าที่ ตามมาติดๆด้วยความรับผิดชอบ เป็นรากฐานที่สำคัญของสังคม ตรงนี้จะต้องถูกปลูกฝังและหล่อเลี้ยงให้ยาวนาน เป็นกระบวนการที่อาศัยเวลา ความอดทน และความศรัทธา รวมทั้งต้นทุนเดิมของสังคมที่เข้าใจในเรื่องนี้ มองเห็นความต่อเนื่องเชื่อมโยง มองเห็นอิทธิพลและความจำเป็นยวดยิ่งที่เราจะต้องช่วยกันทำเพื่ออนาคต มิอาจปล่อยไปตามยถากรรมได้
การศึกษาที่เน้น short-cut เรียนพิเศษ ประกาศนียบัตร และ achievement ทาง academic โดยไม่ได้สะท้อนถึงประโยชน์ของสังคม จากหน้าที่และความรับผิดชอบของวงการวิชาชีพต่างๆ เป็นการศึกษาที่ปราศจากซึ่งจิตวิญญาณ ผลิตออกมาก็แต่หุ่นยนต์ ที่จะมองหาน้ำมัน เชื้อเพลิงมาเติมให้ตนเอง มองไม่เห็นจิตวิญญาณของผู้อื่น จะเห็นได้อย่างไรในเมื่อตนเองก็ไม่มีจิตวิญญาณเสียแล้ว?
ห้องเรียนคงจะต้องขยายลงไปถึงพื้นที่ที่แท้จริง กระดาษหนังสือที่ว่างเปล่า รอให้เติมเต็มโดยนักเรียนจะเป็นเวทีแห่งการเติบโตมากกว่าการเรียนซ้ำแล้วซ้ำอีกในอดีตที่ไม่มีบริบท ในชีวิตประจำวันเรามี materials แห่งการศึกษาเกินพอในทุกๆวิชาชีพด้วยซ้ำ เพียงแต่เราไม่ได้นำมาใช้เท่านั้น
ขอบพระคุณท่านอาจารย์ หมอ Phoenix มากครับ
ขอบพระคุณครับสำหรับแนวคิดดีๆ ที่จะนำสังคมไทยไปสู่สังคมประชาธิปไตยจากตัวบุคคล ไม่ได้มาจากการจำข้อมูลว่าประชาธิปไตยมีความหมายว่าอะไร
กระผมคิดว่ากระบวนการทางการศึกษาเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนซึ่งมีการปรับปรุงหลักสูตรมาตลอด ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่เราจะได้หลักสูตรที่เหมาะสมกับการพัฒนาการศึกษาไทยให้สามารถผลิตคนตามที่ชาติต้องการสักทีครับ
ตอนนี้ความรู้ในโลกของเรามีเยอะมากจนเรียนตลอดชีวิตก็ยังไม่หมด กระผมจึงคิดว่าน่าจะเรียนพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับใช้ในกระบวนการดำรงชีวิตของมนุษย์ที่จะไม่เอาเปรียบสิ่งมีชีวิตอื่นๆและเรื่องที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ แล้วสังคมก็เป็นสนามชีวิตที่จะทำให้ได้คิดว่าใช่หรือไม่ แล้วใครจะเป็นผู้รู้ที่จะช่วยสรุปครับ ว่าหลักสูตรดังกล่าวเหมาะสมจริงๆ เนื่องจากต้องใช้เวลานานพอสมควรในการที่จะพอมองเห็นผลของหลักสูตรดังกล่าว
สวัสดีค่ะอาจารย์
ดิฉันคิดว่าการที่จะทำให้ประชาธิปไตรแข็งแรง
ต้องปลูกจิตสำนึกให้กลับประชาชนค่ะ
สวัสดีค่ะเดียวหนูมาทักทายอีกนะค่ะ