ปุจฉา...?

สะกิดใจกับประโยค "เมื่อไม่หวังใจของเราก็จะไม่หวั่นไหว"

น่าสนใจ?

เป้นไปได้หรือ?

ขอกราบเรียนถามอาจารย์

เราเป็นคน การที่เราไปปฎิสัมพันธ์ กับโลก ความหวังเหมือนมันมาอัตโนมัติ บางทีไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่าหวังอยู่

ด้วยความนับถืออย่างสูง


 

วิสัชนา...

ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เมื่อนั้นเราก็คงยังต้องมีความหวัง
ความหวังเป็นสิ่งธรรมดา เป็นธรรมชาติของคนที่ยังไม่ตาย

บทแรก ความหวังใดนำมาซึ่งทุกข์ ความหวังใดทำให้ชีวิตไร้จากความสุข ความหวังนั้นมิควรจะหวังเลย
อาทิ หวังอยากได้ลาภ ยศ เกียรติ และสรรเสริญ ความหวังเหล่านี้นำความร้อนที่เผาได้ทั้งกายและใจ
แต่หากว่าความหวังใดนำความเย็นใจมาให้ ความหวังนั้นเป็นคำตอบหรือเครื่องพิสูจน์แห่งบทแรก

ความหวังที่นำความเย็น ความชุ่มฉ่ำมาให้ใจ คือความหวังที่จะ “ให้” ให้ตนเองและผู้อื่นมีความสุข
การให้นี้เป็นสุขแน่แท้แล
คนที่จะให้ผู้อื่นได้ คนนั้นก็คงต้องต้องมีความหวังเป็นกำลัง เป็นทุนเบื้องต้น

บทที่สอง ความหวังที่จะพ้นทุกข์ ความหวังนี้จัดได้เป็นความหวังแห่ง “สัมมาทิฏฐิ”
หวังที่จะใช้อัตภาพร่างกายที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนานี้ เป็นเครื่องมือ เป็นทุนที่จะนำตนเองให้พ้นทุกข์ในสังสารวัฏ
ถึงแม้ว่าเส้นทางแห่งความหวังที่ใช้ “อริยมรรค” เป็นแผนที่ให้ก้าวเดินนั้นจักต้องเหนื่อย หนัก แม้นจักต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม แต่ “ธรรม” ที่ได้เห็นครั้นเมื่อสมหวังแล้วนั้นก็จักนำความสุขแท้คืนสู่ชีวิตที่เป็น “ชีวิต”

บทสุดท้าย ความไม่หวัง หรือไม่มีสิ่งใดที่จะต้องหวังแล้ว เป็นจิตใจแห่งพระอรหันต์สาวก พระอริยเจ้าที่เกิดและมี ทั้งที่ลาละสังขารไปแล้ว รวมทั้งที่ยืนหยัดต่อสู้กับความทุกข์แห่งสังขาร เพื่อสร้างคุณประโยชน์ อบรม สั่งสอน ให้เราทั้งหลาย เห็นความหวังในบทที่หนึ่ง บทที่สอง ให้ล่วงก้าวเลยผ่านความหวังจนถึงบทสุดท้าย

ท่านทั้งหลายโปรดเดินตามรอยแห่งพระอริยเจ้าผู้ได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์เถิด
หากแม้นท่านมิหมดหวังในชาตินี้ ภพ ชาติหน้า ทุนทั้งหลายที่ท่านได้ทำ จะต้องเป็นแรงสร้างความหวังของท่านให้เป็นจริง...