อยากเล่าเรื่องเมื่อวาน
โดย ชุติมา หัตถธรรมนูญ
--------------------------
วันที่ 1 พ.ย 51งานเสวนา “สามทศวรรษกับงานเขียนกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลโดย ศ.คนึง ฦาไชย”หรือวงในเรียกงานรวมศิษย์คนึง
การมารวมตัวของผู้มีความรู้ความสามารถในหลายวิชาชีพนักกฎหมายในวันนั้น เป็นดั่งการรวมญาติของครอบครัวใหญ่ที่มีอาจารย์คนึงเป็น “ผู้ใหญ่ของบ้าน” ครอบครัวนี้จะขยายออกไปเรื่อยๆ ราวกับท่านคือหินก้อนใหญ่ยักษ์ที่ทุ่มตนเองลกลางผืนน้ำที่กว้างใหญ่ เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมไปรอบทิศทาง หินก้อนน้อยใหญ่ทุ่มตามแรงเคลื่อน ตามพลัง ตามความทุ่มเท หินก้อนน้อยค่อยๆหย่อนตัวตาม สร้างแรงประสานรับต่อเนื่องกันไป จากรุ่นสู่รุ่น เพราะความผูกพันแบบสามมิติที่มีอาจารย์เป็นแกนกลาง มี อาจารย์แหววและศิษย์เอกคนอื่นเป็นแกนที่ร่วมสร้างพลังแบบสามมิติที่ไม่มีวันแยกขาดจากันได้ เพราะมีความรักเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว และผู้ใหญ่ของบ้านที่ทุนคนสัมผัสความดี อ่อนโยน เมตตา การให้อภัยที่ท่านส่งผ่านมาให้ได้
ข้าพเจ้าเป็นคนใหม่ ยังไม่รู้จักใครในครอบครัวนี้มากนัก ก้าวแรกที่เดินผ่านประตูห้องประชุม ด้วยความประหม่า เกรงจะถูกแปลกแยก พลันสายตาเห็นท่าน ท่ามนทอดสายตามองตอบ ข้าพเจ้าทรุดเข่าลงกล่าวสวัดดีพร้อมพนมมือไหว้ ท่านรับไหว้และยิ้มแบบที่ญาติผู้ใหญ่จะพึงให้แก่ลูกหลานที่รัก กำแพงในใจของข้าพเจ้ถูกทลายลง ไม่เหลือความกังวัลใดๆ แต่สัมผัสได้ถึงความเมตตาและยินดีจากท่าน ข้าพเจ้าคิดในใจว่านี่กระมัง คือแม่เหล็กแห่งตัวท่านที่ทำให้ทุกคนมารวมพลังกันนำความรู้ที่มีคืนสู่สังคม เพียงเพื่ออยากเห็นรอยยิ่มของชายชราผู้เป็นผู้ใหญ่แห่งครอบครัวคนนี้
อาจารย์แหววกล่าวว่า ถ้าไม่มีอ.คนึง ก็คงไม่มี อ.แหววในวันนี้ คงถูก พวก Old
Knowledge ฆ่าตัวตนในวันนี้ไปแล้ว นี่คือตัวอย่างแรงสะท้อนแห่งความดีงามของชายธรรมดาที่ยิ่งใหญ่
เชิญอ่านบันทึกเกี่ยวกับงานนี้เช่นกันโดย อ.มิว

บันทึกที่เกี่ยวข้อง
(๑) โดย อ.มิว อัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์
(๒) โดย อาจารย์พรชัย วิวัฒน์ภัทรกุล
(๓) รูปการเสวนา