เมื่อวานนี้เป็นวันแรกที่ครูอ้อยเดินทางไปโรงเรียนด้วยการใช้บริการของรถประจำทาง  หลายๆท่านคงจะคิดว่า.....ไม่แปลก

แต่สำหรับครูอ้อย  คิดว่า  แปลกไปจากทุกวัน  เพราะการเดินทางโดยรถส่วนตัวนั้น.....จะมีความเป็นส่วนตัว  ไม่ได้พบ เห็น คิดในส่วนอื่นๆ  นอกจากเรื่องในที่ทำงาน กับ ที่บ้าน 

เมื่อเปลี่ยนวิถีการเดินทางไปทำงาน  ก็ต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตไปหมดทุกเรื่อง  แม้กระทั่งการแต่งกาย  กระเป๋าถือ  รองเท้า  รวมทั้ง.....เงิน

หลายปีทีเดียว  ที่ครูอ้อยเดินทางโดยรถส่วนตัว  จึงมีความระมัดระวัง  จนเกิดความเกร็งตัวมากทีเดียว  ครูอ้อยยังไม่กล้าที่จะเลือกเดินทางในเส้นทางรวดเร็วโดยรถมอเตอร์ไซค์

ดังนั้น  จึงเลือกเดินทางโดยรถประจำทางที่มีอัตราค่าโดยสารลดลงเหลือ ขาละ 7.50 บาท  เหรียญ 50 สตางค์ที่เก็บไว้  จะได้นำออกมาใช้อีกค่ะ 

ครูอ้อยยังมีความโชคดีที่ติดตัวมาตั้งแต่เล็ก  มักจะโชคดีมาเรื่อย  คือ  ได้นั่งรถที่ต้นทาง ทั้ง  ขาไป และขากลับ....เหมือนคนขับรถ  ขับให้ครูอ้อยนั่ง  และใจดีที่รับผู้โดยสารตามทางมาด้วยความใจดี ....เอิ๊กเอิ๊ก  ล้อเล่น คิดสนุกๆๆค่ะ

*****

ขาไปโรงเรียนตอนเช้า วันนี้ ยังไม่ได้สอนนักเรียน  จึงออกจากบ้านสายหน่อย คือ....07.00 น. และถึงโรงเรียนเวลา 08.30 น. พอดี  ครูอ้อยใช้เวลา รอรถประจำทาง 30 นาที และนั่งบนรถอีก 1 ชั่วโมง  ดังนั้นวันจันทร์  ครูอ้อยต้องออกจากบ้าน ตีห้าครึ่ง หรือ หกโมงพอดี  จึงจะมาโรงเรียนได้ในเวลา 07.00-07.30 น.

*****

ทั้งหมดที่ครูอ้อย กล่าวมานี้  ชาวเมืองหลวงต้องคิดแบบนี้ เวลาจะไปไหน  รวมทั้ง ผู้ที่จะมาอยู่ใน เมืองหลวงใหม่ๆ ด้วย

*****

คราวนี้มาเข้าเรื่อง.....คุณภาพชีวิตของคน  กลุ่มคำนี้กว้างมาก  ครูอ้อยขอบีบขอบเขตของคนในกลุ่มนี้เพียง  คนในเมืองใหญ่  ได้ไหมคะ  เริ่ม.....

1 ควันรถ  ผู้คนทุกคนต้องเชิญกับควันรถ  เต็มๆ  ครูอ้อย  ไม่เคยบรรยากาศแบบนี้  จึงต้องระวัง  มีผ้าบังจมูกตลอดเวลา  โดยเฉพาะบริเวณที่ติดไฟแดง  ต้องพันอย่างหนา เพราะบริเวณนั้น  อับลม  และรถทุกคันที่มีจำนวนมาก  หนาแน่น จอดรถแบบไม่ดับเครื่อง  เป็นเวลานานๆๆ  หากเป็นแบบนี้นานๆ  น่าจะมีมาตรการให้ผู้คนพลเมืองได้รับการตรวจร่างกาย โดยเฉพาะปอดให้บ่อยๆ และละเอียดด้วย ....คุณภาพชีวิตของผู้คนลดน้อยลงไป เพราะความจำเป็นที่ต้องเลือก และหลีกเลี่ยงไม่ได้  นอกจากจะป้องกัน

*****

Flo298

 

*****

2....ความสะอาด  จากอุปนิสัยของคนที่เดินทางไปมา.....เรื่องนี้  น่าที่จะปลุกฝังให้คนมีนิสัย  มีวินัย  ในการประพฤติ ปฏิบัติ  ที่เห็นแก่ส่วนรวม  รักษาความสะอาดของบ้านเมือง  ซึ่งเป็นบ้านเมืองของทุกคน 

หากทุกคนร่วมมือกัน  เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม  สุขอนามัยของตนและคนรอบข้าง  คิดว่า.....ที่ไหนๆ  ถังขยะ  ก็ไม่ต้องการ 

หากผู้คน  รู้จัก  มีวินัย ในการกิน  การใช้  การเดินทาง  คำนึงถึง....คุณภาพชีวิตของตนและคนรอบข้างด้วยแล้ว   ถังขยะแบบเปียก  แบบแห้ง  หรือแบบโปร่งใส  ก็ไม่มีความจำเป็น 

เรื่องถังขยะ  ทำให้ครูอ้อยคิดถึง ท่าน ผอ.ท่านเก่าที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว  ท่านไม่นิยมให้นำ ถังขยะมาวาง ให้รกสายตาเสียภาพปริบริเวณที่สวยงามหมด....

ดังนั้น  นักเรียนทุกคน จะเก็บเศษขยะที่ไม่ต้องการ  นำไปทิ้งที่ถังขยะในห้องเรียน  หรือ เศษเล็กน้อยก็นำไปทิ้งที่บ้านของตนเอง.....ก็เป็นการฝึกวินัยให้รักความสะอาดของโรงเรียนของตนเอง เหมือนกัน 

แต่อุปนิสัย รักความสะอาดนี้  ต้องฝึกอย่างใส่ใจ  เพราะยังมีเล็ดลอดสายตาของครู  นักเรียนจำนวนหนึ่ง  ได้นำเศษกระดาษเล็กๆ  เหน็บไว้ตามต้นไม้  .....ซึ่งครูเวรประจำวัน  ต้องติดตามดูแล ใกล้ชิด  ไม่ให้นักเรียนมีโอกาสกระทำผิดแบบนี้ได้

*****

เมื่อยังเล็ก  ครูได้ฝึกอุปนิสัยรักความสะอาดในตนเอง  ก็จะรักความสะอาดที่บ้าน  และที่ชุมชนด้วย.....คุณภาพชีวิตของตนและคนรอบข้าง ก็จะดีไปด้วย 

2.  คราวนี้  มาเรื่องสุดท้าย คือ  คุณภาพชีวิตของคนบนรถประจำทาง  ขากลับบ้านในตอนเย็น  ครูอ้อยเห็นเหตุการณ์หนึ่ง  ที่อาจจะมีเหตุการณ์อื่นๆที่คล้ายกับเรื่องนี้  ที่ผู้คนไม่รู้จักรักษาอนามัยของตนเอง ในเรื่องความสะอาด 

ในขณะที่รถประจำทางติดอยู่ที่แยกไฟแดง  ที่ฟุตบาท  มีคนขายกล้วยปิ้ง  นั่งอยู่ที่หาบ  กระเป๋ารถประจำทางได้ตะโกน  ซื้อกล้วยปิ้ง 20 บาท  ครูอ้อยนับตามเขา  พ่อค้าได้เอามือของตนหยิบกล้วยปิ้งนั้นใส่ถุงมา 9 ลูก   แล้วครูอ้อยก็มองตามกล้วยปิ้งถุงนั้นด้วย 

กระเป๋ารถประจำทางเป็นผู้หญิงมีอายุแบบครูอ้อย  ได้แบ่งให้คนขับรถกินด้วย 

ทั้งคู่  เอานิ้วมือของเขา บิ กล้วยปิ้งร้อนๆ  ใส่ปากกินอย่างเอร็ดอร่อย.....ทั้งๆที่  นิ้วมือ  มือ  ของเขาทั้งสองนั้น  ได้ผ่านการหยิบ  เงิน  ที่คิดว่า  สกปรก  และมีเชื้อโรคมากที่สุด  ก็ว่าได้ 

กินลูกหนึ่งไม่พอ  กินลูกที่สองต่อ  ไฟเขียวก็ยังไม่มา 

กระเป๋ารถประจำทาง ได้หยิบเงินแบงค์ในกระเป๋าเสื้อ  ออกมานับ  นับเสร็จแล้ว  ไฟเขียวก็ยังไม่มาอีก  เธอก็กินกล้วยปิ้งอีกเป็นลูกที่สาม.....อูยยยยย 

*****

มาถึงตรงนี้   ก็พบว่า  คนอีกจำนวนมาก  ที่ยังกระทำแบบนี้  โดยไม่คิดถึง  ความสะอาด  สุขภาพอนามัย  ที่เกิดกับขาเองเลย  อย่าคิดไปเลยว่า.....เขาจะไปคิดถึงคนรอบข้าง....ครูอ้อยคิดไปเองนะคะ  เขาอาจจะสะอาดกับผู้อื่นก็ได้  แต่จะกี่เปอร์เซนต์  ก็ไม่ทราบ

*****

คุณภาพชีวิตของคน  ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อน 

เพราะผู้เขียน ต้องรักษาสุขภาพอนามัยตนเอง

ด้วยการไปกินข้าวกลางวันก่อนนะคะ

ขอบคุณค่ะ

จาก

ครูอ้อย แซ่เฮ