กรมบัญชีกลางยึดเงินค่าธรรมเนียมส่วนราชการ, เงินกองทุน และเงิน
อุดหนุนท้องถิ่น เข้ากระเป๋ารัฐ แก้วิกฤตคลัง ถังแตก
นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า
การประชุมผู้บริหารระดับสูง เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเงินคงคลัง
มีมติให้กระทรวงหรือหน่วยราชการต่าง ๆ ที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียม
นำรายได้ส่งเข้ากระทรวงการคลัง
จากเดิมที่สามารถนำส่งบางส่วนและที่เหลือฝากธนาคารไว้
นายบุญศักดิ์ กล่าวว่า กองทุนที่กระทรวงการคลังดูแล,
กองทุนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย และกองทุนที่เกิดขึ้นตามอำนาจคณะกรรมการ
ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ให้ส่งมาไว้ที่กระทรวงการคลังให้หมด
โดยที่คลังไม่จำเป็นต้องจ่ายดอกเบี้ยชดเชย อย่างไรก็ตาม
จะให้กองทุนเก็บเงินไว้เพื่อ ใช้จ่าย 1 เดือน
และเมื่อหมดก็ให้มาเบิกใหม่
กรณีที่ต้องการนำเงินไปดำเนินโครงการต้องทำแผนมาให้กรมบัญชีกลางพิจารณา
นายบุญศักดิ์ กล่าวว่า
สำหรับเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ
จะเข้มงวดจากเดิม ที่เบิกเงินเดือนล่วงหน้าครั้งละ 3-4 เดือน
ทำให้มีเงินไปกองไว้โดยที่ไม่เกิดประโยชน์
“แนวทางที่ดำเนินการทั้งหมด
เป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่องเงินคงคลังในระยะยาว” นายบุญศักดิ์
กล่าว
นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า
ธนาคารไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ขยายอายุ
หรือยืดชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินของธนาคารออมสินจำนวน 5 พันล้านบาท
ที่จะครบกำหนดวันที่ 26 เดือนเมษายนนี้
โดยพร้อมจะขยายอายุตั๋วสัญญาใช้เงินต่อ
แต่ต้องทำการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับภาวะตลาด
อย่างไรก็ตาม
คาดว่ากระทรวงการคลังจะสามารถนำเงินมาไถ่ถอนตั๋วสัญญาทั้งหมดได้ในช่วงเดือนมิถุนายน
เนื่องจากเป็นช่วงที่มีรายได้จากการนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลเข้ามามาก
“ธนาคารให้กระทรวงการคลังกู้มานานหลายปีแล้ว
ซึ่งการปล่อยสินเชื่อให้ภาครัฐ ถือว่าไม่มีความเสี่ยง
ถ้ามีการต่ออายุ ตั๋วสัญญาใช้เงินอีก
ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาด
ซึ่งธนาคารก็จะได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นด้วย” นายกรพจน์ กล่าว
นายกรพจน์ กล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารออมสินในวันที่ 4
เมษายนนี้ จะมีการหารือเรื่องแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย โดยจะนำปัจจัยต่าง
ๆ ที่ส่งผลกระทบเข้ามาพิจารณาประกอบ
เช่นเรื่องแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
และดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ