คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง

บันทึกนี้ ลำเอียง ไปด้านวิชาการ ไปนิดนึงค่ะ อิอิ... ขอมีสาระบ้างนะคะ ตามตำแหน่งที่ปรึกษาค่ะ

วันที่  28 - 29 ตุลาคม ที่ผ่านมานี้  พอลล่าและอ.ยงยุทธ สงวนชม ที่ปรึกษาของสถาบันฯ ได้ร่วมสร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาโรงพยาบาลคุณภาพด้วยความรัก ที่รพ.โพธาราม จ.ราชบุรี ค่ะ

มีคำขวัญของจังหวัดราชบุรีมาฝาก ดังนี้ค่ะ “คนสวยโพธาราม  คนงามบ้านโป่ง  เมืองโอ่งมังกร  วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ่ำงาม  ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน  ย่านยี่สกปลาดี

คำขวัญประจำอำเภอ.. โพธารามเขาก็มีค่ะ : “คนสวยโพธาราม แหล่งฟาร์มสุกรหนังใหญ่วัดขนอน ที่นอนล้ำเลิศถิ่นกำเนิดโคนมชมค้างคาวร้อยล้าน

 

ที่หน้าอำเภอ มีต้นโพธิ์ ต้นใหญ่สูงเด่นเป็นตระหง่าน ซึ่งไม่มีใครกล้าตัด ค่ะ ดังรูป

ที่รพ.โพธาราม ทีมเรามีเป้าหมายในเรื่องการบริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ โดยใช้เครื่องมือในการนำพาการเรียนรู้ได้แก่ การฟังอย่างตั้งใจ การสนทนา (dialogue), world café ,U theory การมีสติ สมาธิ เพื่อให้เกิดคุณค่าในตนเอง ในการทำงาน สร้างความสามัคคี การทำงานเป็นทีมและสามารถพัฒนาคุณภาพการดูแลรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดค่ะ ที่นี่เราพบสิ่งดีๆ งามๆ มากมาย ค่ะ ได้เรียนรู้ประสบการณ์ของแต่ละคนค่ะ

 

ครั้งนี้เราได้มีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้สอดคล้องกับระดับการพัฒนาคุณภาพ ของโรงพยาบาลที่ใกล้จะขอรับการรับรอง พอลล่าจึงนำกรณีศึกษา ที่เกิดขึ้นจริง ที่ได้จากเวชระเบียนของรพ.อื่น มาให้ทีมได้เรียนรู้ประกอบกิจกรรมผู้นำสี่ทิศ โดยให้ใช้ลักษณะผู้นำทั้งสี่ได้แก่ หมี กระทิง หนู อินทรีย์ มาใช้ในการทบทวนกรณีศึกษา นั้น กรณีศึกษาที่เรานำมาใช้ ดังนี้ค่ะ

ผู้ป่วยชายอายุ 20 ปี ประสบอุบัติเหตุจักรยานยนต์ ถูกนำส่งห้องฉุกเฉิน เมื่อเวลา 23.00 น. แรกรับมีบันทึกว่าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว, หายใจเป็นเฮือกๆ, วัดความดันไม่ได้, ม่านตาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 มม. มีปฏิกิริยาต่อแสงน้อย, มีแผลฟกช้ำและฉีกขาดทั่วๆ ตามลำตัวด้านหน้าและท้องอืด

            บันทึกของแพทย์เมื่อเวลา 23.25 น.ระบุว่าม่านตามีขนาด 6 มม. ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อแสง ให้การวินิจฉัยว่า บาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงและมีกระดูกต้นขาหัก สั่งให้สารน้ำ  และ รับเข้าหอผู้ป่วย  ไม่ได้มีการปรึกษาศัลยแพทย์หรือเจาะท้อง  แต่เขียนในคำสั่งว่าให้รายงานแพทย์เวรด่วน  R/O blunt abdomen (สงสัยบาดเจ็บที่ท้อง)

            เวชระเบียนผู้ป่วยใน  บันทึกของพยาบาลระบุว่ารับใหม่เมื่อเวลา 23.40 น. มีบันทึกรายละเอียดต่างๆ ไว้พอสมควร  โทรรายงานแพทย์เวรซึ่งอยู่ในห้องผ่าตัด แพทย์มาดูเมื่อเวลา 23.55 น. ไม่มีบันทึกประวัติ ตรวจร่างกาย หรือบันทึกความก้าวหน้าโดยแพทย์  มีแต่คำสั่งเตรียมผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ซึ่งไม่ทราบเวลาที่สั่งและรับคำสั่ง  ห้องผ่าตัดมีผู้ป่วยกำลังผ่าตัดอยู่ รอตามทีมเสริม

            ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดระหว่างเวลา 00.45-03.15 น. ความดันในช่วงแรกอยู่ระหว่าง 60/30 และภายหลังคงตัวอยู่ที่ 100/60 บันทึกของแพทย์ให้การวินิจฉัยหลังผ่าตัดว่าบาดเจ็บที่ตับ (liver injury มี tear Rt lobe of liver gr III) ได้ทำเย็บซ่อมตับและต่อเส้นเลือด  ได้รับเลือดในห้องผ่าตัด ทางศัลยกรรมกระดูกได้ทำการดามกระดูกภายนอก

            ออกจากห้องผ่าตัด รับผู้ป่วยไว้ใน ICU  ครั้นเมื่อเวลา 08.00 น. บันทึกของพยาบาลระบุว่า เรียกพอรู้สึกตัว ดิ้นไปมา หายใจไม่สัมพันธ์กับเครื่อง แผลหน้าท้องซึมพอควร ท้องแข็งเกร็ง ความดันเริ่มตกเหลือ 60 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ครั้นพอ 14.00 น. มีบันทึกว่าปัสสาวะไม่ออก  รายงานแพทย์ให้คำสั่งรักษาทางโทรศัพท์ตลอด เวลา 20.00 น. เริ่มหายใจหอบลึก เสียชีวิตเมื่อเวลา 02.45 ของอีกวันหนึ่ง 

เราปล่อยเวลาให้ทีมได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนกัน

ทีมได้วิเคราะห์กรณีศึกษา :  พบปัญหาในกระบวนการดูแลรักษา ตั้งแต่ แรกรับที่ห้องฉุกเฉิน เกิดการรักษาล่าช้า มีภาวะช็อกนานจนทำให้ไตวายในที่สุด การวินิจฉัย การตรวจรักษา ไม่เหมาะสม  ระยะเวลารอผ่าตัดนาน 1 ชม. บันทึกเวชระเบียนไม่สมบูรณ์ ไม่มีการประเมินซ้ำ การสั่งการรักษาทางโทรศัพท์ ผู้ป่วยอาการทรุดลงแต่ไม่มีบันทึก ฯลฯ เป็นต้น

เราโยนโจทย์ของผู้นำลงไป ทีมยังได้เรียนรู้อีกว่า หากแพทย์เวรวันนั้น เป็นหมี ซึ่งเป็นคนที่ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจให้รอบคอบมากขึ้น อาจจะทำให้สามารถวินิจฉัยได้ถูกต้อง และจัดการส่งผู้ป่วยไปผ่าตัดได้ทันเวลา และหากพยาบาลที่อยู่ที่ห้องฉุกเฉิน เป็นหนูจะมองในมุมของความรู้สึกและการสื่อสารกับญาติและทีมการรักษาได้เป็นอย่างดี สรุปได้ว่า ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่สามารถทำงานได้บรรลุผลสำเร็จ แต่หากทีม ช่วยเติมเต็ม ปิดจุดออ่นซึ่งกันและกันจะทำให้ผู้ป่วยปลอดภัยมากขึ้น และที่สำคัญความเข้าใจถึงความแตกต่างและรู้จักเพื่อนร่วมงานเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันค่ะ