ผมกำลังค่อยๆ อ่านหนังสือที่สะสมไว้ไปเรื่อยๆ ครับ วันนี้จะพูดถึงเล่มที่ชื่อว่า “วิวาทะ กฤษณมูรติ และ ปราชญ์ชาวพุทธ” . . . ที่ผมสะดุดใจหนังสือเล่มนี้ นอกจากจะเป็นเพราะผมเป็น “แฟนประจำ” ท่านกฤษณมูรติแล้ว แค่พลิกดูหนังสือและพบว่าเป็นการสนทนากับปราชญ์หลายๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็น ดร.วัลโปลา ราหุลา นักวิชาการชาวพุทธ ดร.เดวิด โบห์ม “เจ้าพ่อ” เรื่อง Dialogue หรือแม้กระทั่งผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยนโรปะ ท่านโชเกียม ตรุงปะ วิปัสสนาจารย์ชาวธิเบต ก็ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าได้พบกับ “หนังสือในดวงใจ” ตั้งแต่ยังไม่ได้อ่าน
ครั้นเมื่อได้อ่านบทนำที่เขียนโดยท่านอาจารย์หมอประเวศ ก็อยากจะแชร์สิ่งดีๆ ที่อาจารย์หมอประเวศเขียนไว้ตอนหนึ่งว่า . . .
มนุษย์เป็นทาสของการคิด
การคิดไม่ใช่ความจริง แต่ถูกปรุงแต่งด้วยอคติต่างๆ เช่น ความเชื่อ ความรัก ความชัง ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความฝังใจจากอดีต เป็นต้น การคิดจึงไม่บริสุทธิ์ และครอบงำไม่ให้มนุษย์เข้าถึงความจริง . . . มนุษยชาติจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อรู้เท่าทันความคิด “คำสอนของท่านกฤษณมูรติทั้งหมด คือการให้รู้เท่าทันความคิดเพื่อความเป็นอิสรภาพ หลุดจากการเป็นทาสของความคิด มนุษยชาติจึงจะประสบศานติ”
เป็นหลักการและเหตุผลที่ไม่ต่างจาก อัลเบิร์ต ไอสไตน์
เมื่อความคิดของคนเราถูกชักนําจนสะดุด
ก็จะไม่สามารถแยกแยะและหาเหตุผล
แห่งเรื่องราวที่แท้จริงออกมาได้ นั่นคือ " ตรรก "
จะหาตรรกได้ก็ต้อง กระโดดออกมาจาก " พันธนาการของความเคยชิน "
หลบเลี่ยงจาก " กับดักทางความคิด "
หลีกหนีจาก " สิ่งที่ทําให้หลงทางจากความรู้จริง "
ขจัด " ทิฐิแห่งกมล ??? "
If you want your children to be intelligent, read them fairy tales.
If you want them to be more intelligent, read them more fairy tales.
อันนี้ก็น่าสนใจครับ
The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism. (Albert Einstein)
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์
สบายดีนะคะ เพิ่งทราบว่านอกจากอาจารย์จะเป็นแฟน ของคุณโอโช แล้ว ท่านอาจารย์ยังเเป็นแฟน
ท่านกฤษณะมูรติ ด้วย
หนูก็ชอบความคิดจากการอ่านหนังสือท่านกฤษณะมูรติค่ะ แม้จะยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้งนัก
ขอบพระคุณสำหรับ หนังสือแนะนำอีกเล่มนะคะ
“วิวาทะ กฤษณมูรติ และ ปราชญ์ชาวพุทธ”
ให้ท่านอาจารย์ มีความสุข สงบ ดั่งใจปรารถนาค่ะ
ดิฉันขอแบ่งปันความเข้าใจจากตัวเองสักนิดนะคะ
"ให้รู้ว่ากำลังคิดโดยไม่ต้องรู้ว่ากำลังคิดอะไร" สิ่งที่กำลังคิดอยู่นั้นไม่ใช่ความจริง เป็นเพียงการเรียบเรียงสมมุติต่างๆ ให้เป็นภาพ เป็นคำ เป็นความรู้สึกปรุงแต่ง ความคิดว่าคิดอะไรจึงปิดบังความจริง
สำคัญอยู่ที่ต้องมี "สติ" รู้ว่ากำลังคิด คือ "รู้เท่าทันความคิดเพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสของความคิด" ตามที่กฤษณมูรติกล่าวไว้
พระพุทธเจ้า ทรงสอน เรื่อง ขันธ์ ๕ ก็ คือ เรื่อง การตามดู ตามรู้เท่าทันความคิด นั่นเอง
ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกๆ ท่าน ที่ช่วยกัน "แบ่งปัน" และให้ความ "กระจ่าง" ครับ
ชอบคำนี้จังเลยครับ "...การคิดไม่ใช่ความจริง เพราะถูกปรุงแต่งโดยอคติ..." เป็นคำพูดของนักปราชญ์แนวพุทธที่แท้จริง
ขอเก็บคำนี้เข้าคลังความรู้ก่อนครับ...
มั่วนิ่มดี
ท่านควรจะพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง แล้วท่านจะรับรุ้เอง
มิใช่จากการรับรุ้มา
การเชื่อว่าท่านเป้น มนุษย์ มันก็เมาแล้ว
แล้วมันจะไปมีมนุษยืที่ไหนเป็นทาสความคิดล่ะ
ท่านลองตอบคำถามตัวท่านเอง ดิว่าตัวท่านคืออะไร
คำตอบที่ได้จากตัวท่านเองนะ มิใช่จากผู้อื่นบอก หรือ ตำราใดๆ
ตัวท่าน คืออะไร
ตอบให้ได้ก่อน
ไม่ตัดสินจะรู้หรืออันใหนดีอันใหนไม่ดี
ไม่ขัดแย้งจะพัฒนาได้อย่างไรหรือ
ไม่จดจำเรื่องราวในอดีตจะรู้หรือตัวใหนงูเห่าตัวใหนงูก้านมะพร้าว
ไม่เข้าใจว่าทำไม คนทั่วไปชอบเอากฤษณะมูรติ ไปตีความเข้าทางพุทธหรือ อะไรแบบนั้น
''ทั้งที่ความหมายของคำสอน''หมายถึงให้มนุษย์พ้นจากกาลเวลาภายในตัวเองที่ชอบเอาทุกอย่างมาเป็น ''เวลา'' ตั้งจุดเริ่มต้นของ''บางสิ่ง'' เหมือนว่าสิ่งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของทางออกหรือสัจจะ
หรือพุทธจะบอกว่า ''นิพพาน'' ไม่มี?
เข้าใจ กฤษณะมูรติ ผิดหรือ จงใจพยายามอ้างคำพูดคำปราศรัยของท่าน ไปโยงก้ับคำสอนของสิทธัตถะ เองหรือเปล่า?
กฤษณะมูรติได้วางรูปแบบทางความคิดผ่านบทความต่างๆมากมาย หากเราสามารถมองรูปแบบตามข้อเขียน โดยไม่ต้อง แปล หรือ ตีความหมาย ก็จะสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของแนวทางของกฤษณะได้
Rest in peace !
รู้ดี รู้ชั่ว โดยไม่ตัดสิน
พัฒนา โดยไม่ขัดแย้ง (สมานฉันท์)
หมดชาติ ขาดภพ พบนิพาน
กันทุกคน
Rest in peace !
ท่าน กฤษณมูรติ สอนให้เราหลุดพ้นจากความเชื่อในศาสนาทั้งปวง ชาวพุทธเรานี่ก็เอาไปเหมาว่า พระพุทธเจ้าเคยพูดไว้แล้วก่อนประจํา แล้วก็เอาพุทธไปครอบท่านกฤษณะมูรติอีกที เป็นปกติที่พอพบอะไรใหม่ๆก็เอาพระพุทธศาสนาไปครอบ แล้วก็บอกว่าพระพุทธเจ้าเคยพูดไว้แล้วประจํา ถ้าเป็นแบบนี้เมื่อไรจะหลุดออกจากกะลาได้ซะที
มนุษย์พยายามดิ้นร้นเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการหนึ่ง เพียงเพื่อจะพาตนเองไปติดอยู่กับพันธนาการอีกอย่างหนึ่ง.