การวิจัยแบบหาความสัมพันธ์ (Interrelationship studies)
เป็นการศึกษาเพื่อทราบความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงหรือตัวแปรต่าง ๆ ในปรากฏการณ์ว่ามีความแปรผันกันอย่างไร การวิจัยประเภทนี้จะให้ได้รับความรู้ที่ลึกซึ้งและสามารถวินิจฉัยได้ถูกต้องขึ้น การวิจัยแบบหาความสัมพันธ์แบ่งตามลักษณะของการศึกษาได้เป็น 3 แบบคือ
1) การศึกษารายกรณี (Case studies) การศึกษาแบบนี้มุ่งที่จะศึกษาปัญหากรณีเฉพาะเรื่อง เพื่อที่จะให้ได้ความรู้ที่ลึกซึ้งเฉพาะอย่าง โดยตัวอย่างที่ศึกษานั้นเป็นเพียงหน่วยเดียวของประชากร เช่น อาจเป็นบุคคลคนเดียว สถาบันเดียว หน่วยงานเดียว หรือครอบครัวเดียว เป็นต้น การวิจัยประเภทนี้มุ่งที่จะวินิจฉัย ทำนาย สาเหตุของกรณีหรือปัญหาหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณีให้แจ่มชัด โดยวิเคราะห์เหตุและผลของกรณีภายในขอบข่ายของสังคมและสิ่งแวดล้อมที่กรณีนั้นเกิดขึ้น โดยศึกษาจากข้อมูลต่าง ๆ เช่น จดหมายส่วนตัว บันทึกต่าง ๆ ข้อมูลที่ได้จากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลจากสถานที่ทำงาน เป็นต้น ข้อมูลที่ได้อาจเป็นข้อมูลในอดีตหรือปัจจุบัน เมื่อผู้วิจัยได้ข้อเท็จจริงแล้ว ก็ใช้เป็นแนวทางในการเสนอแนะ การป้องกัน การแก้ไขต่าง ๆ ได้
2) การวิจัยเปรียบเทียบผลเพื่อศึกษาเหตุ (Causal comparative studies) เป็นการศึกษาที่มุ่งจะทราบว่าเพราะเหตุใดเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์นั้นจึงเกิดขึ้น มีสิ่งใดที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นั้น ๆ คือเป็นการวิจัยหลังจากเกิดเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์นั้น ๆ แล้ว ผู้วิจัยพยายามหาสาเหตุที่ทำให้เกิดซึ่งอาจมีหลายสาเหตุ และเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยไม่สามารถควบคุมตัวแปรอิสระได้ ผู้วิจัยจึงพยายามศึกษาในเชิงเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน เพื่อสืบหาสาเหตุที่ทำให้เกิดผลหรือปรากฏการณ์นั้นๆ ดังนั้นในการวิจัยจึงต้องพยายามตั้งสมมติฐานให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วทำการตรวจสอบและลงสรุป
3) การศึกษาเชิงสหสัมพันธ์ (Correlation study) เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน เพราะในปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ อาจมีเหตุการณ์มากกว่า 1 เหตุการณ์เกิดขึ้นและมีความสัมพันธ์กันด้วย ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะช่วยให้ผู้วิจัยสามารถทำนายการเกิดของเหตุการณ์หนึ่งได้ถ้าทราบความแปรผันของอีกเหตุการณ์หนึ่ง การทำนายจะแม่นยำเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับค่าของผลการวิเคราะห์ทางสถิติ
เนื่องจากการวิจัยแบบหาความสัมพันธ์มีหลายแบบและแต่ละแบบต่างก็มีความมุ่งหมายและวิธีการแตกต่างกัน ดังนั้นจึงจะขอกล่าวถึงรายละเอียดของการวิจัยแบบหาความสัมพันธ์แบบต่าง ๆ ดังนี้
1) การศึกษารายกรณี การศึกษารายกรณีเป็นการศึกษาที่ทำเฉพาะกับบุคคล หรือกลุ่มชนกลุ่มเดียว หรือสถานการณ์เดียว โดยการศึกษาอย่างละเอียดด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงที่ต้องการ ตัวอย่างการศึกษารายกรณี เช่น
- เกี่ยวกับบุคคล ได้แก่ ศึกษาเกี่ยวกับคนติดยาเสพติด อาชญากร ผู้บริหารงานต่าง ๆ ฯลฯ
- เกี่ยวกับสถาบัน ได้แก่ ศึกษาเกี่ยวกับโรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ
(1) ความมุ่งหมายของการศึกษารายกรณี การศึกษารายกรณีมีความมุ่งหมายดังนี้
- เพื่อศึกษาอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับหน่วยใดหน่วยหนึ่งของสังคม เช่น บุคคล ครอบครัว กลุ่มคน สถาบัน หรือชุมชน
- เพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างตัวประกอบต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
- เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาต่าง ๆ
(2) ลำดับขั้นของการศึกษารายกรณี โดยทั่วไปแล้ว การศึกษารายกรณีจะมีลำดับขั้นในการทำดังนี้
- กำหนดจุดมุ่งหมายของการศึกษา เป็นการกำหนดว่าจะศึกษาเรื่องอะไร ศึกษากับใคร และเหตุใดจึงต้องศึกษา
- การเก็บรวบรวมข้อมูล ในขั้นนี้ผู้วิจัยต้องใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่จะนำมาสรุปผล
- การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการนำข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้มาวินิจฉัยเพื่อสรุปผลหรือตั้งเป็นสมมติฐาน
- หาแนวทางในการแก้ปัญหา จากการวิเคราะห์ข้อมูลจะทราบว่า ปัญหานั้นมาจากสาเหตุอะไร ก็จะมองเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาได้โดยมุ่งแก้ที่สาเหตุหรือที่มาของปัญหานั้น
- การติดตามผล ขั้นนี้ถือว่าเป็นขั้นที่สำคัญของการศึกษารายกรณี เพราะจะทำให้ผู้วิจัยทราบว่า แนวทางที่ใช้ในการแก้ปัญหานั้นได้ผลมากน้อยเพียงใด
(3) เทคนิคที่ใช้ในการศึกษารายกรณี ได้กล่าวแล้วว่า การศึกษารายกรณีเป็นการศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้ง ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องใช้วิธีการหลาย ๆ วิธีเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง วิธีการที่ใช้ศึกษานั้นมีดังนี้
- การสังเกต เป็นการศึกษาพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม
- การสัมภาษณ์ เป็นการเก็บข้อมูลโดยวิธีการสนทนาซักถามเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ตามต้องการ
- การใช้แบบทดสอบ เพื่อวัดในสิ่งที่ต้องการวัด เช่น การวัดสติปัญญา วัดความถนัด ฯลฯ
- การใช้แบบสอบถาม เช่น วัดเจตคติ บุคลิกภาพ หรืออาจใช้แบบสำรวจหรือมาตราส่วนประมาณค่า
- สังคมมิติ เป็นการศึกษาลักษณะความสัมพันธ์ของบุคคลในกลุ่ม
- การให้สร้างจินตนาการ เพื่อต้องการวัดความรู้สึกหรือเจตคติต่าง ๆ
- บันทึกส่วนตัว เป็นการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลนั้น
- การทดลอง เป็นการจัดสถานการณ์เพื่อศึกษาพฤติกรรมที่เกิดขึ้น
(4) ลักษณะของการศึกษารายกรณี การศึกษารายกรณีมีลักษณะดังนี้
- เป็นการศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้งทุกแง่ทุกมุม ทำให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดครบถ้วนและมีความเที่ยงตรงสูง
- เป็นการศึกษาเฉพาะหน่วยใดหน่วยหนึ่ง เช่น เฉพาะบุคคล กลุ่มคนหรือสถาบัน
- เป็นการศึกษาที่ใช้วิธีการหลากหลายวิธีทำให้ได้ข้อมูลที่มีความเชื่อมั่นสูง
- เป็นการศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะกรณี ทำให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับจุดมุ่งหมายของการศึกษา
- การเก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษารายกรณีนี้ จะเก็บจากหลายแหล่งด้วยกัน เช่น บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน ผู้ปกครอง ผู้บังคับบัญชา ฯลฯ นอกจากนี้ยังต้อศึกษาพาดพิงไปถึงอดีตที่ผ่านมาด้วย
- ผลที่ได้จากการศึกษารายกรณีจะสรุปพาดพิงไปถึงมวลประชากรไม่ได้ เพราะเป็นการศึกษาเฉพาะหน่วยใดหน่วยหนึ่งเท่านั้น
(5) ประโยชน์ของการศึกษารายกรณี การศึกษารายกรณีมีประโยชน์ที่สำคัญดังนี้
- ทำให้ทราบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา เพราะเป็นการศึกษาปัญหาอย่างละเอียดลึกซึ้ง
- ทำให้ได้แนวทางในการแก้ปัญหาต่าง ๆ
- ผลที่ได้จากการศึกษารายกรณีสามารถนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนได้
- ทำให้ทราบรูปแบบของครอบครัว โรงเรียน สถาบัน หรือชุมชนในลักษณะต่าง ๆ กัน
- ผลที่ได้จากการศึกษารายกรณีของปัญหาเดียวกัน เมื่อมีมากขึ้นสามารถนำมาตั้งเป็นสมมติฐาน กำหนดหลักการหรือสร้างทฤษฎีได้
2) การวิจัยเปรียบเทียบผลเพื่อศึกษาเหตุ การวิจัยเปรียบเทียบผลเพื่อศึกษาเหตุ เป็นการศึกษาเปรียบเทียบปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นั้น ๆ ดังตัวอย่างการวิจัยเปรียบเทียบผลเพื่อศึกษาเหตุ เช่น
- การศึกษาสาเหตุที่ทำให้รถติดในกรุงเทพมหานคร
- การศึกษาสาเหตุที่ทำให้ผลการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนต่ำกว่านักเรียนชาย
- การศึกษาสาเหตุของการเข้าไปทำงานในเมืองหลวงของชาวชนบท
(1) ความมุ่งหมายของการวิจัยเปรียบเทียบผลเพื่อศึกษาเหตุ การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายที่สำคัญก็คือ เพื่อเปรียบเทียบปรากฏการณ์หรือคุณลักษณะต่าง ๆ ว่ามีสิ่งใดบ้างที่เป็นสาเหตุของปรากฏการณ์นั้น
(2) ลักษณะของการวิจัยเปรียบเทียบผลเพื่อศึกษาเหตุ มีลักษณะดังนี้
- เป็นการศึกษาผลเพื่อสืบเสาะหาสาเหตุที่ทำให้เกิดผลนั้น
- เป็นการศึกษาตัวแปรตามหรือผล โดยที่ไม่ได้ควบคุมตัวแปรต้น
- กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบบนี้ มักจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน
- เป็นการศึกษาตัวแปรตามหรือผลซึ่งเกิดขึ้นก่อนแล้ว เพื่อที่จะค้นหาสาเหตุ
- เป็นการวิจัยที่ผู้วิจัยไม่สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนซึ่งเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อตัวแปรตามได้
(3) ประโยชน์ของการวิจัยเปรียบเทียบผลเพื่อศึกษาเหตุ การวิจัยประเภทนี้มีประโยชน์คือ
- เป็นการวิจัยที่เหมาะกับปรากฏการณ์ทางสังคมศาสตร์ที่มีลักษณะซับซ้อน ซึ่งไม่สามารถทำการวิจัยเชิงทดลองได้
- เป็นการวิจัยที่ศึกษาถึงสาเหตุจึงสามารถใช้ป้องกันการเปิดปรากฏการณ์ในลักษณะเดียวกันนั้นได้
3) การศึกษาเชิงสหสัมพันธ์ การศึกษาเชิงสหสัมพันธ์เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ชนิดคือตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้จะเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับค่าของผลการวิเคราะห์ทางสถิติ ตัวอย่างการศึกษาเชิงสหสัมพันธ์ เช่น
- การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเกรงใจกับความเอื้อเฟื้อของเด็กไทย
- การวิเคราะห์หาองค์ประกอบของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียนในระดับมัธยมศึกษา
ฯลฯ
(1) ความมุ่งหมายของการศึกษาเชิงสหสัมพันธ์ การศึกษาเชิงสหสัมพันธ์มีความมุ่งหมายที่สำคัญดังนี้
- เพื่อบอกระดับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป
- เพื่อประกอบการตัดสินใจ การพยากรณ์ตัวแปรต่าง ๆ โดยพิจารณาจากค่าความสัมพันธ์
(2) ลักษณะของการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์มีลักษณะที่สำคัญดังนี้
- การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตาม
- สถิติที่ใช้มักเป็นสหสัมพันธ์แบบต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับระดับและธรรมชาติของข้อมูล
- อาจทำการทดลองเพื่อหาเหตุผล หรืออาจทำการวิจัยเพื่อหาความสัมพันธ์ก็ได้
- เป็นการวิจัยที่ยึดตามหลักของการเกิดร่วมกัน หลักของการแปรผันตามกัน
(3) ประโยชน์ของการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ มีดังนี้
- ใช้ในการพยากรณ์ การวิจัยประเภทนี้สามารถนำมาใช้ในการพยากรณ์ได้ โดยอาศัยวิธีการทางสถิติ เช่นการสร้างสมการพยากรณ์ เป็นต้น
- ใช้ในการสร้างทฤษฎีต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นจะต้องทราบถึงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ
- ใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงงานบางอย่างได้ เมื่อทราบความสัมพันธ์ระหว่างข้อบกพร่องในการปฏิบัติกับตัวแปรใดตัวแปรหนึ่ง
Mr.PK
ขอขอบคุณที่มา
เอกสารชุดนี้นำมาจาก เอกสารประกอบคำสอนเรื่อง "ประเภทของการวิจัย" โดย รองศาสตราจารย์นิภา ศรีไพโรจน์
http://www.watpon.com/Elearning/res15.htm
ถ้าชื่อเรื่องเป็น
การศึกษาปัจจัยต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอย
เราจะมีวิธีการตั้งสมมุติฐานอย่างไร
และความมุ่งหมายอย่างไร
ค่ะ
ช่วยบอกหน่อยได้มั้ยค่ะ
ขอบคุณมาล่วงหน้าค่ะ
ขอโทษที่ตอบช้านะครับ
ก่อนอื่นคุณขวัญต้องกำหนดปัจจัยที่จะศึกาษาก่อนนะครับ เช้น เพศ อายุ ประสบการณ์ การศึกษา รายได้ ชนิดของสินค้า เป็นต้น
จากนั้นค่อยทำการตั้งสมมุติฐาน เช่น
เพศมีผลต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอย
อายุมีผลต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอย
ประสบการณ์ มีผลต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอย
การศึกษา มีผลต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอย
รายได้มีผลต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอย
ชนิดของสินค้า มีผลต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอย
จุดมุ่งหมาย
เป็นการศึกษาปัจจัยต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอยเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในด้าน.......................(ด้านอะไรก็ว่าไปครับ)
ขอโทษที่ตอบช้านะครับ
ก่อนอื่นคุณขวัญต้องกำหนดปัจจัยที่จะศึกาษาก่อนนะครับ เช้น เพศ อายุ ประสบการณ์ การศึกษา รายได้ ชนิดของสินค้า เป็นต้น
จากนั้นค่อยทำการตั้งสมมุติฐาน เช่น
เพศมีผลต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอย
อายุมีผลต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอย
ประสบการณ์ มีผลต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอย
การศึกษา มีผลต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอย
รายได้มีผลต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอย
ชนิดของสินค้า มีผลต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอย
จุดมุ่งหมาย
เป็นการศึกษาปัจจัยต่อความสำเร็จในการขายอาหารของผู้ประกอบการแผงลอยเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในด้าน.......................(ด้านอะไรก็ว่าไปครับ)