โหราศาสตร์

.....ความเป็นมาของวิชาโหราศาสตร์ไม่ทราบว่ามีที่มาครั้งแรกสุดตั้งแต่เมื่อใด...แต่เท่าที่ผู้เขียนเคยศึกษามาด้วยปัญญาอันน้อยนิดนี้..โหราศาสตร์ไทยเมื่อครั้งแรกเริ่มมีการศึกษากันอย่างจริงจัง..น่าจะอยู่ในสมัย รัชการที่ 4 ถือได้ว่าพระองค์ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดโหราศาสตร์ไทยก็ว่าได้...เมื่อครั้งกระนั้น ดวงดาวที่ใช้ในการพยากรณ์จะมีอยู่แค่เพียง8 ดวง จะไม่มี 10ดวงเท่ากับในปัจจุบัน ที่ไม่มีคือ ดาวพระเกตุ,และดาวมฤตยู(เลข 9และเลข 0) จากการศึกษาโหราศาสตร์แบบไม่ได้ฝากตัวครอบครูเรียนกับอาจาร์ยโหรผู้เป็นพ่อของผู้เขียน...อาศัยการคลุกคลีมาตั้งแต่เด็กจึงเกิดความชอบและเรียนรู้ด้วยตัวเอง..แต่ในหลายๆสิ่งที่ได้เรียนมาก็อาจพูดได้ว่า โหร ในปัจจุบันที่ตั้งตัวหากินด้วยอาชีพนี้..คงไม่เคยได้ศึกษา...อนึ่งผู้เขียนเป็นผู้ที่ชอบลองของทดสอบไปทั่วตั้งแต่เป็นวัยรุ่น..จะชอบไปนั่งดูหมอตามห้างบ้างที่ท่าพระจันทร์บ้างและตามที่ต่างๆอยู่เนืองๆ....จึงได้รู้ว่าบุคคลเหล่านั้นที่หมอดูเขาร่ำเรียนมาแค่ไหน,เขาเอาหลักอะไรมาทาย,สิ่งที่เขามาทายให้เราฟังมีความแม่นยำแค่ไหนและที่สำคัญที่สุด..การทายของเขามักจะทายแต่สิ่งที่ดีๆที่ผูมาดูอยากจะฟังจะไม่ทายในเรื่องร้ายๆที่เขาอาจจะต้องเผชิญ....อันนี้เป้นข้อสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนได้เรียนรู้มาจากคุณพ่อ(โหรพรญาณ)ว่าเราควรจะทายทุกสิ่งที่เป็นเรื่องจริงอย่าได้ปิดบังผู้ดูจะเกิดความไม่สบายใจก็ไม่เป็นไร..เพราะนั่นเป็นเรื่องจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ตามการโคจรของดวงดาวตามจักรราศี

Fg21

.......อนึ่ง...ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนซึ่งมีสติปัญญาน้อยนิดที่อยากจะกล่าวถึงในการดูดวงของคนทั่วๆไป..อยากให้ลองแบ่งสเกลของสัดส่วนชีวิตคนเราเป็น4ส่วนจาก100ก็คือจะให้คะแนนส่วนต่างๆไว้25คะแนนจาก100(สมมุตินะครับ)

......อย่างแรกคือ ดวงของเรา(การผูกดวงที่ลงตามหลักวิชา)ที่แม่นยำไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้จะมีความสำคัญติดตัวเราไปตลอด 25คะแนน

.....อย่างที่สอง กรรมเก่าของเราที่ติดตัว(หรือบุญเก่านั่นแหละ)ที่เราจำเป็นต้องได้รับผลแห่งกรรมหรือบุญในชาตินี้ก็ให้ไว้ 25คะแนน

.....อย่างที่สาม บุญที่เราสร้างขึ้นใหม่ในชาตินี้(หรือกรรมที่เราสร้างใหม่นั่นแหละ)ก็เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับโดยดุษฏีอีก25คะแนน

.....อันสุดท้าย สิ่งนี้หลายๆคนมีความเชื่อยู่มากว่าถ้าทำแล้วชีวิตจะได้ดีขึ้น..คือชื่อของเราที่พ่อแม่ตั้งให้มา..เราสามารถเปลี่ยนในสิ่งนี้ได้(หากเราไม่พอใจ)แต่สำหรับสามสิ่งที่บอกข้างต้นเราไม่อาจเปลี่ยนได้นอกจากอย่าที่สามที่เราจะสร้างเพิ่มขึ้นมาได้จะเรียกว่าเป็นการสั่งสมบุญบารมีของเราเองก็ได้...

"""ทำไมคนเรา(คนไทย)ถึงชอบดูดวง(หาหมอดู)...เป็นเพราะคนเราขาดกำลังใจโดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาใดๆขึ้นกับเราแล้วเราคิดไม่ตกก็เลยไปหาหมอดูเพือที่จะได้กำลังใจคืนมาหรืออยากจะรู้ว่าดวงของเรานั้นเป็นเช่นไรในห้วงเวลานั้นๆหรือในห้วงเวลาต่อๆไปเราจะได้พบในสิ่งที่เราหมายมั่นหรือตั้งใจอยากให้มีมาหรืออยากได้ก็เป็นทางหนึ่งอีกเช่นกันที่เราอยากหาหมอดู...แต่ก็มีบุคคลรุ่นใหม่อยู่ค่อนข้างเยอะที่ไม่เชื่อการดูหมอแต่เชื่อความสามารถของตัวเองมากกว่าก็ไม่มีใครว่าอะไรเพราะความเชื่อในเรื่องนี้มีมานมนานคงจะลบล้างไปจากความรู้สึกของคนไทยได้ยาก....แต่ถึงเราจะไม่เชื่อในเรื่องดวงดาวหรือโชคชะตาอะไรทั้งสิ้น..แต่คงมีสิ่งหนึ่งที่อยากให้คงมั่นไว้ก็คือการทำความดีแม้กับตัวเองหรือกับสังคมสักวันหนึ่งสิ่งดีๆที่เราคาดหวังไว้ก็คงจะเกิดกับเราได้สักวันเช่นกัน...

.....ท้ายสุดนี้ที่เขียนบล็อกหัวข้อนี้ก็เพื่ออยากให้ทุกคนที่มีความเชื่อด้านโหราศาสตร์ได้ลองอ่านดูส่วนท่านจะเชื่อหรือไม่อยู่ที่ดุลยพินิจของท่านเอง...ขอบคุณ