เรื่องเล่าจากห้องตรวจ ตอน “แววตาที่จำนน”

nui
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
ความรู้สึกร่วมที่พอเหมาะต้องเป็นความรู้สึกร่วมที่แปลงเป็นความใส่ใจรับรู้ทุกข์สุขของผู้ป่วยและให้ความดูแลช่วยเหลืออย่างมืออาชีพได้

ในห้องตรวจมีหลากหลายเรื่องราว   หลายเรื่องสะเทือนใจที่ต้องจดจำโดยเฉพาะการทำงานกับคนไข้หนักที่สื่อสารกับเราไม่ได้  มีเพียงแววตาที่ทอดมองมา บ้างเศร้า  บ้างหวาดกลัว บ้างตื่นตระหนก บ้างจำนน แต่ทุกแววตาต้องการความเข้าใจและช่วยเหลือ

ประเสริฐถูกส่งมาที่ห้องส่องตรวจกระเพาะอาหารเพราะมีเลือดออกในกระเพาะ    เขาอายุ ๓๐ เศษ ร่างใหญ่ ผิวคล้ำ  ตัวเหลือง ตาเหลือง ตัวบวม  ที่จมูกมีสายยางใส่กระเพาะคาอยู่  เห็นครู่เดียวก็บอกได้ว่าคนไข้รายนี้เป็นโรคตับในระยะท้ายๆ  ฉันเข้าไปทักทาย  ประเสริฐอารมณ์ดี เปิดเผย   กระตือรือร้นที่จะคุย  

ผมกินเหล้าเยอะมาตั้งแต่อายุ ๑๖ กินมันทุกวัน  หมอให้เลิกผมก็ไม่เลิก มันเลิกไม่ได้ 

ดื่มวันละเท่าไหร่คะ

วันละครึ่งกลม 

ประเสริฐทราบมั้ยคะว่าป่วยเป็นอะไร

รู้ครับ ตับแข็ง ตอนนี้มีเลือดออกในกระเพาะ  ออกจากโรงพยาบาลหนนี้ผมเลิกแน่   ความตั้งใจแน่วแน่ปรากฏชัดในแววตา  แม้จะสายไปแล้ว  แต่แววตาเต็มไปด้วยความหวัง  ฉันรู้สึกยินดีไปกับเขา

ดีมากค่ะ  ให้กำลังใจนะคะ ขอให้ทำสำเร็จ

เช้าวันนั้นหมอใส่กล้องเข้าในกระเพาะอาหารของประเสริฐ จัดการผูกเส้นเลือดที่โป่งพองจวนปริแตกได้หลายเส้น  คิดว่าอาการเลือดออกจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารน่าจะบรรเทาไประยะหนึ่ง แต่มันจะมีอีก เขาจะต้องมาหาเราอีกหลายหน

วันรุ่งขึ้น ประเสริฐอาการดีขึ้น  ไม่มีเลือดออกในกระเพาะอาหารอีก 

ผ่านไป ๒ วัน  บ่ายวันเสาร์ คนไข้รายหนึ่งถูกส่งมาห้องส่องตรวจฯ อย่างรีบด่วน 

เราแวะไป  ประเสริฐนอนอยู่บนเตียงรอส่องกล้อง  รู้สึกตัวน้อยลง เพราะตับวาย  ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ  ให้เลือดไปหลายขวดเพื่อทดแทนเลือดที่ออกไม่หยุด  สายต่างๆ เต็มสองแขน  เราจำเป็นต้องใส่กล้องเข้าไปหาจุดเลือดออก และจัดการรัดเพื่อหยุดเลือดอีกครั้ง  ครั้งนี้ยากกว่าคราวแรก

ฉันเข้าไปยืนข้างๆ บีบมือเบาๆ เรียกชื่อ   ประเสริฐปรือตามอง แววตาเปี่ยมความหวังฉายเพียงแวบเดียวแล้วเปลี่ยนเป็นจำนน  ฉันบอกประเสริฐว่าหมอจะทำอะไรให้  เขาเข้าใจขั้นตอนดีเพราะเคยทำแล้ว

ประเสริฐ ช่วงนี้ต้องอดทนหน่อยนะ  ฉันบอกแค่นี้  ไม่สามารถให้ความหวังคนไข้เกินความจริง

ประเสริฐพยักหน้า  เขาร่วมมือดีมาก การส่องกล้องรัดเส้นเลือดเป็นไปอย่างยากลำบาก  พยาบาลไอซียูบีบเครื่องช่วยหายใจอยู่ข้างๆ เครื่องมอนิเตอร์สัญญานชีพ  เครื่องส่องตรวจกระเพาะอยู่หัวเตียงทางขวามือของหมอ  ภาพในจอไม่ชัดนักเพราะมีเลือดออก  ผู้ช่วยแพทย์ส่องกล้องอยู่หัวเตียงคนหนึ่ง ข้างเตียงอีกคน  ยืนรอช่วยใกล้ๆ อีกคน  เป็นทีมที่เข้มแข็ง

เราทำได้ดี  หาจุดเลือดออกพบและจัดการให้เลือดหยุดได้ ทั้งยังรัดเส้นเลือดขอดที่จวนปริแตกได้อีกหลายจุด 

เราต้องรีบส่งประเสริฐกลับ  อดทนไว้นะจ๊ะ   ฉันพยายามให้กำลังใจ

ประเสริฐขยับมือโบกเบาๆ   ปากขยับพูด จับความได้ว่า ขอบคุณครับ 

ฉันบอกว่า  มีพวกเราอีกหลายคนในห้องนี้ที่ช่วยเหลือเขา  พร้อมบอกชื่อทุกคน  ประเสริฐมองตาม ขยับมือ ขยับปาก ส่งสายตาขอบคุณทุกคน  น้องคนหนึ่งพูดว่า  วันจันทร์จะไปเยี่ยมนะ   ก่อนที่เปลจะถูกเข็นออกไป

เราถูกสอนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวิชาชีพกับผู้ป่วยว่าจำเป็นต้องมีระยะห่างที่พอเหมาะ  การมีความรู้สึกมากไป  จะขัดขวางการทำงานอย่างมืออาชีพ  การมีความรู้สึกที่น้อยเกินไปจะทำให้เราขาดจิตใจบริการ 

เวลาผ่านไป  ฉันเข้าใจถ่องแท้ว่าคำสอนนี้มีความสำคัญ และเป็นนามธรรมมาก   แต่มีตัววัดที่ชัดเจนคือ  ความรู้สึกร่วมที่พอเหมาะต้องเป็นความรู้สึกร่วมที่แปลงเป็นความใส่ใจรับรู้ทุกข์สุขของผู้ป่วยและให้ความดูแลช่วยเหลืออย่างมืออาชีพได้  และทุกคนมีไม่เท่ากัน

เช้าวันจันทร์  เราทราบว่าประเสริฐจากไปแล้ว  ฉันใจหาย  นึกถึงที่ได้พูดคุยเย้าเล่นกับเขา นึกถึงแววตาที่เปี่ยมความหวังพร้อมรอยยิ้มอารมณ์ดีวันก่อนโน้น  ได้แต่หวังว่า  ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต จิตของเขาได้ละจากร่างไปอย่างสงบ.

เสาร์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๑

 

 

เพิ่มเติมเรื่องโรค   

การดื่มเหล้า  เป็นสาเหตุของโรคตับแข็ง คือเซลล์ตับเสียการทำหน้าที่  มีภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือเส้นเลือดโป่งพองที่หลอดอาหาร  เมื่อเส้นเลือดที่โป่งพองมากๆ แตกออก ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้  หากไม่เสียชีวิตจากเลือดออกมากจนแก้ไขไม่ทัน ผู้ป่วยก็จะเสียชีวิตจากตับวายในที่สุด

          การดื่มเหล้า ไม่มีประโยชน์  และเกิดโทษต่อสุขภาพ  แต่ยังมีคนจำนวนมากดื่มทุกวัน  เหล้าทำให้นายทุนร่ำรวย  และทำให้เพื่อนมนุษย์เสียชีวิตวันละหลายๆ ราย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พักใจ



ความเห็น (6)

สวัสดีค่ะ

  • เรื่องสุขภาพ  ประชาชนมักจะปล่อยให้เป็น ให้ลุกลามไปจนแก้ไม่ทัน ก่อน จึงไปพบแพทย์
  • ส่วนใหญ่ ที่ไปโรงพยาบาลกันนั้น เพราะเป็นหนักแล้วค่อยไปกัน..จริงไหมคะ
  • เพราะอะไร  ประชากรจึงไม่รู้จักการดูแล สังเกตอาการของตนเอง  ทำไมจึงจะให้ประชากรมีทักษะในการสังเกตตนเอง การเปลี่ยนแปลงของตนเองในทางที่ล่อแหลม อันตราย แล้วไปหาหมอ  ให้หมอช่วย

สาเหตุหนึ่ง  ก็คือ...หมอเองล่ะค่ะ

  • ครูอ้อยนี่ล่ะค่ะ  ไปหาหมอ  ตั้งแต่ยังไม่เป็นอะไรมาก  แล้วถูกหมอตะคอกใส่หน้ามาว่า...ไม่เห็นเป็นอะไรมาก  มาเบียดคนที่เป็นหนักทำไมกัน..นี่ล่ะค่ะ  สาเหตุหนึ่งที่ ประชากรไม่อย่างครูอ้อยไม่อยากไปหาหมอ ตั้งแต่ยังไม่เป็นอะไรมาก
  • แต่ด้วยเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงตามใจตนเอง  มากกว่าให้คนอื่นมาว่า  ครูอ้อยจึงไปหาหมออีก  แต่เปลี่ยนโรงพยาบาล  ก็เหมือนเดิมค่ะ  ครูอ้อยไปขูดหินปูนที่ฟัน  คนที่อยู่หน้าห้องหมอ  นัดใหม่ให้ครูอ้อยมาวันหลัง...คนอย่างครูอ้อย หรือ จะยอม  จึงไปถามเหตุผล เธอบอกว่า  คนที่ถอนฟัน  อาการน่าเป็นห่วงมากกว่า  จึงเปลี่ยนให้....
  • ครูอ้อยยอมให้ คนไข้ที่ปวดฟัน เข้าไปหาหมอก่อน  แต่ถึงอย่างไร  ก็ไม่ได้ถอนฟันอยู่ดี   เพราะ หมอต้องรอให้หายปวดก่อน  ครูอ้อยก็เลยเป็นคนไข้ต่อไป ที่จะได้ขูดหินปูน...ก่อนกลับบ้าน  ได้แจกค้อนใส่เจ้าหน้าที่คนนั้นทีหนึ่งค่ะ

นี่ล่ะค่ะ สาเหตุน้อยข้อที่ครูอ้อยยกตัวอย่างว่า..คนไม่ค่อยชอบไปหาหมอก่อน  อาการหนัก  เพราะอะไร

ไม่ทราบว่า....ครูอ้อยตอบตรงประเด็นไหมคะ ขอบคุณค่ะ ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันค่ะ 

  • "ความรู้สึกร่วมที่พอเหมาะต้องเป็นความรู้สึกร่วมที่แปลงเป็นความใส่ใจรับรู้ทุกข์สุขของผู้ป่วยและให้ความดูแลช่วยเหลืออย่างมืออาชีพได้  และทุกคนมีไม่เท่ากัน"
  • เมื่อไรที่คนเราจะเลิกเหล้า ... กันหนอ ... บางคนก็ทนต่อโรคไหว บางคนก็ทนไม่ได้นานนะคะ
เขียนเมื่อ 
  • ครูอ้อยที่รัก สงสัยหมอที่ครูอ้อยไปเจอวันนั้นต้องทะเลาะกับคนที่บ้านมาแน่ ได้เคยเจอหมอดีๆ พยาบาลดีๆ บ้างมั๊ยละคะ ตอนนี้มีเยอะเชียวนะจะบอกให้
  • "ทำอย่างไรประชาชนจึงจะมีทักษะในการสังเกตอาการตัวเอง" และ "ไปหาหมอก่อนอาการหนัก"  เห็นด้วยกับคุณครูมากค่ะ  เป็นโจทย์ใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุขค่ะ  จริงๆ สถานการณ์แบบนี้ดีขึ้นเยอะแล้วค่ะ  พี่จะรับไปทำในส่วนที่ทำได้นะคะ 
  • เดี๋ยวนี้คนไข้ไปโรงพยาบาลกันง่ายกว่าเดิมนะคะ  เพราะไม่ต้องเสียเงินแล้ว  ต้องให้เครดิตโครงการบัตรทองที่ช่วยลดความวิตกกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายของคนไข้  แต่บัตรทองนี่เป็นดาบ ๒ คม  มีทั้งด้านบวก และ มีด้านลบ   อยากเล่าเรื่องนี้  จะเลือกทยอยเล่าให้ฟังแบบเบาๆ และสร้างสรรค์นะคะ...สัญญาค่ะ
  • เคยอ่านที่อาจารย์หมอประเวศ วะสี เขียนไว้ที่ไหนสักที่ นานมากแล้ว ความสรุปได้ว่า  "คนที่มาโรงพยาบาลมีความทุกข์จากความเจ็บป่วย  ถ้าเราพูดกับเขาดีๆ เอาใจเขามาใส่ใจเรามากๆ ความทุกข์เขาจะเบาไปครึ่งหนึ่งโดยไม่ต้องรักษาด้วยซ้ำ" ตรงนี้ละครูอ้อยที่เป็นหัวใจของบริการสุขภาพ
  • ขอบคุณครูอ้อยอีกครั้งที่แลกเปลี่ยน
เขียนเมื่อ 
  • หมอนนที่รัก  วันนี้  เพิ่งเจอคนไข้ ที่ทั้งอ้วน  ความดันโลหิตสูงมากๆๆ  น้ำตาลในเลือดสูงมากๆ  และเริ่มมีปัญหาโรคหัวใจ  แต่ยังสูบบุหรี่วันละ ๑๐ ตัว ("ผมเพลาๆ แล้วนะหมอ แต่ก่อนสูบวันละซอง")  และยังดื่มเหล้าทุกวัน
  • เฮอ...เรางัดทุกกลยุทธ์มาสอนแล้วนะ...จะบอกให้
  • ตัวเองมาช่วยเราหน่อยสิจ๊ะ
  • เรื่องเล่าเรื่องนี้เศร้าเกินไป  ต่อไปจะเล่า  "หลังเรื่องร้าย ก็มีเรื่องดี"
  • P ...
  • ใช่แล้ว บางคนเขาก็คิดว่า ทำดีที่สุดแล้ว แต่นั่นยังไม่พอ
  • สิ่งที่น่าจะทำให้เขาเข้าใจได้ น่าจะเป็น เรียนรู้ด้วยตัวเองนะ เพราะว่า การสอนเท่าไร ถ้าไม่สนใจก็ไม่ตระหนัก
  • แต่ก่อนเขาบอกว่า สุขศึกษาต้องให้แบบ positive
  • แต่ตอนนี้เราว่าไม่ใช่แล้วละ ... เราต้องทำให้เขาได้เรียนรู้ความจริง ด้วยตัวเอง เขาจึงจะปรับตัวเองได้ ไม่ใช่ให้ใครคอยมาทำให้นะ
  • + กับ เราต้องสร้างคนที่มีเวลา ให้กับการจูงใจ ให้เขาได้เรียนรู้
  • ปัจจุบันคนเรา เวลามีน้อยเหลือเกิน ที่จะให้กับตัวเอง
  • อูย พูดหลายเรื่อง จนชักมั่วแล้ว ... ตอนนี้งานเยอะเหลือเกิน
  • ปกติ ต้นปีงานน้อย แต่ตอนนี้ทำไมกลับกันไม่รู้สิ
  • อยากฟังเรื่องดีบ้างจ้ะ
รัฐสภา แก่นแก้ว
IP: xxx.87.8.155
เขียนเมื่อ 

ผมเป็นเพียงผู้ผ่านมา  และ ได้อ่านข้อความของท่าน

"เราถูกสอนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวิชาชีพกับผู้ป่วยว่าจำเป็นต้องมีระยะห่างที่พอเหมาะ  การมีความรู้สึกมากไป  จะขัดขวางการทำงานอย่างมืออาชีพ  การมีความรู้สึกที่น้อยเกินไปจะทำให้เราขาดจิตใจบริการ"

ผมเข้าใจความหมายของประโยคข้างต้นนี้ดีครับ

ถึงแม้ในทางปฏิบัติ ไม่ง่าย ที่จะทำเช่นนั้น แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรครับ

ขอบคุณสำหรับบทความดีดีครับ