บทเรียนราคาแพง

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2551 เวลาประมาณ 9 โมงเช้าเศษ ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากลูกสาว โทรมาเล่าให้ฟังว่า โทรศัพท์ ที่ซื้อมาเมื่อวานตอนเย็น ราคา 10,850บาท โทรได้ไม่ถึง 10 ครั้ง พอไปถึงที่ทำงานมีพี่คนหนึ่งเห็นโทรศัพท์สวยดี จึงขอดู เขาก็ให้ดู แต่จะด้วยอะไรไม่ทราบได้ เธอคนนั้นทำโทรศัพท์หล่นตกลงไปที่พื้น ผลปรากฏว่า โทรศัพท์บุบเป็นรอยค่อนข้างมาก แล้วเธอคนนั้นกล่าวคำว่า ขอโทษ แล้วเธอก็ไปทำงานของเธอ พร้อมทั้งไม่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของเธอ... แต่ในความรู้สึกของคนเป็นเจ้าของโทรศัพท์กลับมานั่งเสียใจ เสียดาย เสียความรู้สึก แม้แต่โทรศัพท์ก็ไม่อยากมอง ไม่อยากใช้โทรศัพท์ เขาบอกว่าถ้าเขาทำหล่นเองจะไม่เสียใจเลย แต่นี่... คนอื่นทำหล่น แล้วขอโทษ.. จริงอยู่ฉันสอนให้ลูกให้อภัยถ้าเขารู้ว่าเขาทำผิดแล้วขอโทษ แต่...ก็นั่นแหละ เขาชื่นชมสิ่งที่เขาอยากได้อุตส่าห์เก็บออมเงินมาตั้งหลายเดื่อนเผื่อจะซื้อได้ ตกลงวันนั้นเลยไม่มีอารมณ์ทำงาน เสียความรู้สึก...ที่เล่ามาเป็นข้อคิดสำหรับบางคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ดิฉันจึงบอกลูกไปว่า นั่นคือบทเรียนราคาแพง..ที่สอนให้คนสองคนได้รู้ว่า ควรพึงพอใจในสิ่งของๆคนอื่นด้วยการชื่นชมยินดีด้วยสายตาและคำพูดก็เพียงพอแล้ว อย่าเอาของเขามาสัมผัสลูบคลำ มันอาจจะเป็นอย่างนี้ได้ แต่ถ้าเป็นฉันๆจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการไปซื้อโทรศัพท์ยี่ห้อเดียวกันนั้นมาให้แทนเครื่องที่ทำของเขาหล่นจนบุบมีตำหนิ เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย ต่างก็จะมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน คุณเชื่อไหมว่ากว่าลูกสาวดิฉันจะทำใจได้ประมาณ 1 ทุ่มกว่าๆ แล้วมันทรมานจิตใจเขาแค่ไหน คิดดูแล้วกันเสียโทรศัพท์ดังยังไม่อยากรับ ไม่อยากเห็นโทรศัพท์ นี่แหละบทเรียนราคาแพง เพื่อจะเป็นสิ่งเตือนใจว่า คนเราต้องมีความรับผิดชอบเป็นสำคัญ