GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

๑๐ เรื่องน่ารู้ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

"วันจักรกรี"
๑๐ เรื่องน่ารู้ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เนื่องในโอกาสวันจักรี  อันหมายถึงวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์  ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ได้ปราบดาภิเษกเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ . . .

กลุ่มประชาสัมพันธ์  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำ ๑๐ เรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ท่านมานำเสนอเพื่อเป็นสาระความรู้ ดังต่อไปนี้

         ๑. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  มีพระนามเดิมว่า “ทองด้วง” ประสูติที่พระนครศรีอยุธยา ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อวันพุธที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๗๙ ทรงเป็นพระราชโอรสในหลวงพินิจอักษร(ทองดี) และพระนางดาวเรือง(หยก) โดยมีพระเชษฐภคินีและพระอนุชาร่วมอุทรตามลำดับ คือ   ๑.พระเจ้าพี่นางเธอ กรมสมเด็จพระเทพสุดาวดี (สา)  ๒.ขุนรามณรงค์  ๓.พระเจ้าพี่นางเธอ กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์(แก้ว) ๔.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และ ๕.กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(บุญมา) พระอนุชา  ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระมหาอุปราชา  หรือวังหน้าในรัชสมัยของพระองค์(รัชกาลที่ ๑)

         ๒. เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  พระชนมายุ ๒๒ พรรษาได้เข้ารับราชการตำแหน่งมหาดเล็กในแผ่นดินพระเจ้าอุทุมพร  
             ๒๕ พรรษา เป็นหลวงยกบัตรเมืองราชบุรี ในสมัยพระเจ้าเอกทัศ
             ๓๒ พรรษา รับราชการอยู่กับพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นพระราชวรินทร์
             ๓๓ พรรษา เป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์
             ๓๔ พรรษา เป็นพระยายมราช
             ๓๕ พรรษา เป็นเจ้าพระยาจักรี
             ๔๑ พรรษา เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
             ครั้นพระชนมายุ ๔๖ พรรษา ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์

         ๓. ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระอมรินทรา พระบรมราชินี (นามเดิมว่า นาก) ซึ่งเป็นชาวอัมพวา มีพระโอรสธิดา ๙ พระองค์  หนึ่งในเก้าพระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒  นอกจากนี้ยังทรงมีพระโอรสธิดากับเจ้าจอมอื่นๆ อีก เมื่อรวมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าลูกเธอในแผ่นดินของพระองค์  จะมีทั้งสิ้น ๔๒ พระองค์  โดยประสูติก่อนปราบดาภิเษก ๑๐ พระองค์ และหลังปราบดาภิเษก ๓๒ พระองค์

         ๔. รัชกาลที่ ๑  ทรงมีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏหลังปราบดาภิเษกว่า “พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราช รามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนาถนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทรธาดาธิบดี ศรีสุวิบุลยคุณอขนิษฐ์ ฤทธิราเมศวรมหันต์ บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพดิศัยเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร โลกเชฏฐวิสุทธิ์ รัตนมงกุฏประเทศคตามหาพุทธางกูร  บรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว”  ณ กรุงเทพมหานคร บวรทวาราวดี ศรีอยุธยามหาดิลกภพ  นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชนิเวศน์มหาสถาน
 
         ๕. พระนามที่เรียกขานกันสั้นๆ คือ “สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี”  ต่อมา คนทั้งหลายมักเรียกรัชกาลที่ ๑ ว่า “แผ่นดินต้น” และเรียกรัชกาลที่ ๒ ว่า “แผ่นดินกลาง”  รัชกาลที่ ๓ ทรงรังเกียจว่านามสมญาเช่นนี้จะเป็นอัปมงคลเพราะเมื่อมีต้น มีกลางก็ต้องมีปลาย  ซึ่งดูเสมือนว่าพระองค์จะเป็นรัชกาลสุดท้าย  จึงมีพระบรมราชโองการให้ถวายพระนามสมเด็จพระอดีตกษัตริย์สองรัชกาลก่อน  ตามพระนามพระพุทธรูปที่ทรงสร้างอุทิศถวายสมเด็จพระบรมอัยกาธิราชและสมเด็จพระบรมราชบิดาว่า  “พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” และ “พระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย” ตามลำดับ (ต่อมารัชกาลที่ ๔ ได้เปลี่ยนเป็น “นภาลัย”)  

         ๖. รัชกาลที่ ๑  ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญรอด)  กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองสร้างพระนครขึ้นใหม่  เยื้องกรุงธนบุรีราชธานีเดิม และได้พระราชทานนามเมืองใหม่นี้ว่า “กรุงเทพมหานคร  บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์”  (สมัยรัชกาลที่ ๔  เปลี่ยนบวรรัตนโกสินทร์ เป็นอมรรัตนโกสินทร์) ได้มีผู้แปลนามกรุงเทพฯ ไว้ว่า หมายถึง “พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร  เป็นที่ที่สถิตของพระแก้วมรกต  เป็นมหานครที่ไม่มีใครรบชนะได้  มีความงามอันมั่งคงและเจริญยิ่ง  เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ  น่ารื่นรมย์ยิ่ง  มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย   เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) พระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้”

         ๗. กรุงเทพมหานครฯ หรือพระนครแห่งใหม่นี้ใช้เวลาสร้าง ๓ ปี  มีการสร้างกำแพงเมือง ป้อมปราการ วัดวาอาราม และพระที่นั่งต่างๆ ดังนี้ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  พระที่นั่งพิมานรัตยา  พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน  พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูณยพิมาน และพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ (เดิมชื่อพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท) ฯลฯ

         ๘. ส่วนกำแพงพระนครมีความยาว ๑๘๘ เส้นเศษ สูง ๑.๖ เมตร หนาเกือบ ๒ เมตร มีประตูใหญ่ ๑๓ ประตูได้แก่ ประตูรัตนพิศาล  พิมานเทเวศน์  วิเศษไชยศรี  มณีนพรัตน์  สวัสดิโสภา  เทวาพิทักษ์  ศักดิ์ไชยสิทธิ์  วิจิตรบรรจง  อนงคารักษ์  พิทักษ์บวร  สุนทรทิศา เทวาภิรมย์ และอุดมสุดารักษ์  และมีป้อม ๑๔ ป้อม ได้แก่ พระสุเมรุ  ยุคนธร  มหาปราบ  มหากาฬ  หมูทะลวง(หมูหลวง)  เสือทะยาน  มหาไชย  จักรเพชร  ผีเสื้อ  มหาฤกษ์  มหายักษ์  พระจันทร์  พระอาทิตย์ และอิสินธร

         ๙. วัดสำคัญในรัชกาลที่ ๑ ได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) โปรดให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวังทำนองเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เดิมชื่อวัดโพธาราม เป็นวัดเก่าแก่สร้างแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเพทราชา  รัชกาลที่ ๑ให้บูรณะปฏิสังขรณ์อยู่นานถึง ๑๒ ปีแล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส” (รัชกาลที่ ๔ ได้เปลี่ยนจาก วาส เป็นราม) ถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๑  วัดมหาธาตุ เดิมชื่อวัดสลัก มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทพระราชทานนามให้ว่า “วัดนิพพานาราม”  ครั้นเมื่อมีการสังคยานาพระไตรปิฎก ปี พ.ศ. ๒๓๓๑ และได้สร้างมณฑปประดิษฐานพระไตรปิฎก จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระศรีสรรเพชญ์” เมื่อกรมพระราชวังบวรฯ ทิวงคต รัชกาลที่ ๑ ได้พระราชทานนามใหม่ให้ว่า “วัดมหาธาตุราชวรมหาวิหาร” ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕  ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่และพระราชทานนามให้ว่า “วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร”  วัดสุทัศนเทพวราราม  เป็นวัดที่รัชกาลที่ ๑ โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๓๕๐  เพื่อให้เป็นวัดกลางเมืองเช่นเดียวกับวัดพนัญเชิงสมัยกรุงศรีอยุธยา และโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระศรีศากยมุนีจากกรุงสุโขทัยมาประดิษฐานที่นี่ และรัชกาลที่ ๒  ได้ทรงแกะสลักบานประตูหน้าพระวิหารไว้ด้วย  วัดสระเกศ เดิมชื่อวัดสะแก เป็นวัดที่รัชกาลที่ ๑  ทรงทำพิธีสรงสนาน(สระหัว)  ตามประเพณี  ครั้นเมื่อเสวย์ราชย์แล้วจึงได้พระราชทานนามใหม่ให้ว่า “วัดสระเกศ”

       ๑๐. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงประชวรด้วยพระโรคชรา  และเสด็จสวรรคตในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๓๕๒ สิริรวมพระชนมายุ ๗๔ พรรษา ทรงอยู่ในสิริราชสมบัติ ๒๗ ปี  ทรงเป็นองค์ปฐมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์จักรี ทรงปกป้องคุ้มครองรักษาผืนแผ่นดินอันเป็นที่รักของเราชาวไทยให้อยู่รอดปลอดภัยและเจริญรุ่งเรืองมาจวบจนทุกวันนี้ และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าจึงพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาของพระองค์ว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” ในคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๒๕



กลุ่มประชาสัมพันธ์  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  กระทรวงวัฒนธรรม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): บทความวิชาการ
หมายเลขบันทึก: 21840
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)