นั่งกินขนมจีนน้ำแจ่วที่คุณป้าคนขายบอกว่า ถ้ามาเชียงคานไม่กินขนมจีนน้ำแจ่ว แสดงว่ายังไม่ถึงเชียงคาน

สุข สงบ งดงาม ที่เชียงคาน

เขียนโดย เนตร
Sunday, 25 November 2007

คนชนบทไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหนก็ตาม มีลักษณะที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะร่วม คือ ความมีน้ำใจ ฉันยังจำได้ดีถึงคำพูดของเอสเตอร์ หญิงสาวชาวเนเธอร์แลนด์ ผู้เคยเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิกระจกเงา เราเคยเข้าไปทำงานในหมู่บ้านชาวเขาด้วยกันหลายครั้ง และครั้งหนึ่งเธอก็เอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา


ทุกครั้งที่ฉันได้ไปตามชนบทหรือจังหวัดต่างๆ ในเมืองไทย ฉันก็เห็นด้วยกับคำพูดของเอสเตอร์เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ที่เชียงคาน เมืองริมโขงในจังหวัดเลย

ฉันมาถึงเชียงคานเวลาประมาณ 04.30 น. ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า การมาเที่ยวครั้งนี้คือการเดินเที่ยว ฉันจึงเดินจาก...(ไม่รู้คือจุดไหน) มาที่ตลาดสด ขณะที่เดินมานั้นก็ได้ยินเสียงคุณลุงขับสามล้อเครื่องตะโกนถามว่า

ไปบ่น้อย ขณะที่ลุงมีผู้โดยสารนั่งอยู่บนรถแล้ว ฉันรู้สึกว่าคำถามของลุง ไม่ใช่ถามเพื่อต้องการลูกค้าอย่างเดียว แต่ความหมายของคำอีสาน ที่ฉันตีความจากน้ำเสียงนั้น คือความเป็นห่วงว่า ทำไมผู้หญิงเดินคนเดียวยามฟ้ามืดเช่นนี้ โดยเฉพาะคำว่าน้อย หรือนาง ในความหมายของคำอีสานคือความเอ็นดู ที่ผู้ใหญ่พูดกับผู้น้อย

ครั้นเดินมาถึงตลาดสด ภาพบรรยากาศตลาดบ้านนอกในสมัยเด็กๆ ก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำ ผัก ปลา ที่วางกับพื้น แม่เต่านุ่งผ้าซิ่น เคี้ยวหมาก ก็ยังมีปรากฏให้เห็น แม้ความจอแจจะดูเป็นปกติของตลาด แต่ความจอแจแสดงถึงความคุ้นเคย ความสนิทชิดเชื้อระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน ฉันซื้อฝรั่ง 1 กิโลกรัม 4 ลูก ในราคาแค่ 8 บาท นั่งกินขนมจีนน้ำแจ่วที่คุณป้าคนขายบอกว่า ถ้ามาเชียงคานไม่กินขนมจีนน้ำแจ่ว แสดงว่ายังไม่ถึงเชียงคาน

ในความรู้สึกของฉันก็เหมือนต้มเลือดหมูนั่นแหละ เพียงแต่มีผักแนมเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหัวปลี โหระพา ผักกาดหอม ถั่วฝักยาว ใบสะระแหน่ เป็นต้น และเครื่องปรุงที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ กะปิ  แต่การมาถึงเชียงคานของฉันคือ การได้รับความอบอุ่นท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นต่างหาก

ป้า หนูขอยืมถ้วยเทข้าวเกรียบปากหม้อกินได้ไหมคะ ฉันถามป้าเจ้าของร้านขายขนมจีน หลังจากไปซื้อข้าวเกรียบปากหม้อ 4 ชิ้น 10 บาท และเดินวนมาที่ร้านของป้าอีกครั้ง

หยิบได้เลย นั่งกินตามสบาย มานั่งตรงนี้จะได้ผิงไฟด้วย ป้าชี้ไปที่เตาอั้งโล่ ซึ่งถ่านกำลังติดไฟ

แล้วจะมาพักกี่คืนล่ะ

ฉันตอบไปว่าคืนเดียว ป้าเลยบอกว่า ถ้าพักคืนเดียวพักที่บ้านป้าก็ได้

ทำนบน้ำตาเกือบแตกก็เพราะประโยคนี้แหละ เพื่อนๆ มักจะบอกว่าฉันเป็นคนอ่อนไหว บางครั้งก็อ่อนไหวมากเกินไป แต่ถ้าฉันอ่อนไหวกับประโยคนี้ของป้า ฉันก็คงไม่อ่อนไหวเกินไปหรอกนะ

เคยรู้สึกไหมว่า ถ้าเราได้รับความอุ่นทางใจแล้ว เราจะรู้สึกอุ่นมากกว่านั่งผิงไฟเพื่อเอาไออุ่นเสียอีก

เช้าวันแรกในเชียงคาน แม้ฟ้าจะไม่เปิด แดดจะไม่ส่อง เพราะหมอกหนาจัด จนมองไม่เห็นแม้แม่น้ำโขง และฝั่งลาว ความหวังที่จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นก็หมดไป แต่ฉันกลับไม่ผิดหวังกับบรรยากาศภายนอก เพราะบรรยากาศภายในมันเต็มตื้นซะเหลือเกินแล้วนี่ เสียดายแต่ว่า ฉันไม่ได้ตอบรับน้ำใจนั้น เพราะฉันได้จองที่พักไว้แล้ว

 

ช่วงเช้าวันแรกคือการตระเวนเชียงคาน ฉันเดินตั้งแต่ที่พัก อยู่ซอย 19 ไปตามถนนสายหลักคือศรีเชียงคาน และไหว้พระตามวัดต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในเมืองเป็นระยะๆ จนมาถึงซอย 1 และเดินเลียบถนนชายโขงจากซอย 1 ไปจนถึงซอย 19 ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ระหว่างทางฉันแวะบ้านทุกหลังที่มีผู้เฒ่านั่งผิงแดดอยู่ ได้คุยกับทั้งพ่อเฒ่า แม่เฒ่า ได้รู้ถึงการเลือนหายไปของเครื่องอิ้วฝ้าย กงที่ใช้ดีดฝ้าย หลาที่ใช้ปั่นฝ้าย เมื่อไม่มีใครสืบทอด ผ้านวมของดีเชียงคาน จึงเป็นผ้าฝ้ายจากโรงหีบฝ้ายแทนเครื่องมือที่ทำด้วยชาวบ้าน

นอกจากนี้ยังได้เห็นคุณตาทำกระทงจากกาบกล้วย โดยทำเป็นฐานสี่เหลี่ยม ตัดกาบกล้วยมาแบ่งช่องในฐานกระทงให้ได้ 9 ช่อง ตามธรรมเนียมที่ว่า การสะเดาะเคราะห์ต้องทำกระทง 9 ห้อง ใส่เนื้อแห้ง ปลาปิ้ง ดอกไม้ ธูปเทียน ขนม ข้าวต้ม หมากพลู เพื่อลอยสะเดาะเคราะห์ และเชื่อว่าเคราะห็จะดีถ้าจุดเทียนลอยน้ำในวันลอยกระทง

ไปทำไมเชียงคาน ไม่เห็นมีอะไรเลย ฉันเคยได้ยินใครสักคนพูดคำนี้ แต่ฉันเชื่อว่า บนโลกนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์ได้เรียนรู้ว่า ที่ที่ไม่อะไรเลยนั่นแหละ คือที่ที่มีความงาม ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคำว่า ความงามที่ซ่อนอยู่หรอก

วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีที่ฉันได้รับรู้ ไม่ใช่ความงามหรอกหรือ การนั่งนิ่งๆ ด้วยใจสงบในตลอดบ่ายของวันแรก เพื่อมองคลื่นน้ำไหล ไม่ใช่ชีวิตที่งดงามหรอกหรือ

 

เวลาประมาณ 5 โมงเย็น เจ้าของเกสท์เฮ้าส์พาแขกที่มาพัก 5 คน รวมทั้งแขกของเรืออีก 5 คน ลงเรืองล่องแม่น้ำโขง ในใจฉันนึกถึงเรืองหางยาวลำเล็ก แต่เรือที่เราโดยสารคือเรือเครื่องลำใหญ่ แบบเดียวกับที่ข้ามไปฝั่งลาวนั่นแหละ จุดประสงค์แรกคือชมพระอาทิตย์ตกดิน ดวงอาทิตย์กลมโตฉายแสงสีเหลืองทองทาบทาแผ่นฟ้าสีแดงอมม่วง ทอลำแสงอยู่เหนือผืนน้ำเป็นลำยาว เวลาเย็นย่ำตะวันค่อยๆ เคลื่อนลับเหลี่ยมเขาเบื้องหน้า ทิ้งไหว้เพียงแสงไล้คลื่นน้ำที่กระเพื่อมขึ้นลง

แสงยามเย็นค่อยๆ เลือนหาย ความมืดเคลื่อนเข้ามาแทนที่ เรือค่อยๆ นำเราล่องเข้าไปชมวิถีชีวิตของคนฝั่งลาว เราโบกมือ เด็กๆ ที่กำลังเล่นน้ำริมฝั่งลาวก็โบกมือ แม้จะมองเห็นไม่ชัด แต่ฉันรู้สึกว่าเรามองเห็นรอยยิ้มของกันและกัน รอยยิ้มที่ไม่มีพรมแดนกั้น จากฝั่งลาวเราล่องเข้ามาฝั่งไทย เรือเคลื่อนตัวเพื่อพาเราไปแก่งคุดคู้  พระจันทร์ฉายแสงเต็มดวง ประกายจากแสงจันทร์กลับกลบความมืดในยามค่ำคืน ให้เห็นเป็นแสงสีเหลืองนวลฉาบทั่วฟ้าและน้ำ คลื่นน้ำเคลื่อนตัวไหวพลิ้วเป็นระลอกต้องแสงจันทร์ เห็นผืนน้ำเป็นสีเหลืองนวลต้องตา มุมนี้เรามองเห็นพระจันทร์ชัดเจน ภาพนี้ทำให้ใจฉันเป็นสุข สงบ และรับความงดงามได้จนล้นปรี่

ขอยืมคำพูดของครูบ้านนอกรุ่น 95 (จำไม่ได้ว่าใคร เคยอ่านเจอในเว็บบอร์ด) ว่า ดูพระอาทิตย์ตกที่ไหนไม่สำคัญ เท่าดูกับใคร ฉันขอเสริมสักนิดว่า ดูพระอาทิตย์ตก ล่องเรือ ชมแสงจันทร์นวลทาบทับเหนือคลื่นน้ำ และลอยกระทง ที่ไหน ไม่สำคัญเท่าไปกับใคร แต่เหนืออื่นใดคือ ไปด้วยใจที่สงบของตัวเองนั้นแหละ สำคัญที่สุด เพราะฉันไปเชียงคานคนเดียว แม้จะล่องเรือไปกับใครหลายคน แต่ก็ไม่ได้รู้จักมักคุ้น ฉันก็รู้สึกว่าฉันไปคนเดียวอยู่ดี แต่กลับไม่รู้สึกเหงา ฉันกลับได้รับความสุข ความสงบ และสัมผัสความงามได้เต็มเปี่ยม

เปาโล คูเอลญู เคยเขียนไว้ในหนังสือชื่อ 11 นาที (วรรณกรรมอีกเล่มหนึ่งของเขาที่ฉันได้อ่าน นอกเหนือจากเรื่อง ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน) ของเขาว่า มนุษย์เราสามารถทนกระหายน้ำได้ถึงหนึ่งสัปดาห์ ทนหิวได้ถึงสองสัปดาห์ ทนไม่มีที่ซุกหัวนอนได้หลายปี แต่ว่าไม่สามารถทนเหงาได้สักชั่วขณะ ในบรรดาความทรมานทั้งหลาย ความเหงาเป็นความทรมานที่ร้ายกาจที่สุดแต่ฉันกลับคิดว่า ถ้าเรามีความสุขกับความเหงา หมายถึงเราสามารถเอาชนะความทรมานที่ร้ายกาจที่สุดได้แล้ว และฉันก็ชนะ

 

วันที่สองในเชียงคาน ฉันตื่นแต่เช้าตรู่ ปั่นจักรยานฝ่าความหนาวไปตลาดตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เพื่อตั้งใจมาตักบาตรบนถนนชายโขง ภาพเชียงคานที่ติดตาฉันเสมอคือ ผู้เฒ่ายืนตักบาตรภิกษุสามเณร 10 กว่ารูป ฉากหลังเป็นบ้านไม้หลังเก่าและภูเขาตั้งตระหง่าน และวันนั้น ฉันก็เป็นหนึ่งในภาพของเชียงคานที่ฉันจำติดตามาเสมอ

อิ่มบุญในยามเช้าก็อิ่มใจต่อกับดวงอาทิตย์กลมโตที่ค่อยๆ โผล่พ้นเหลี่ยมเขา แต่พอขึ้นมาที่ระเบียงเกสท์เฮ้าส์ หมอกยามเช้ายังไม่จาง จึงมองไม่เห็นดวงตะวัน สัมผัสได้เฉพาะหมอกสีขาวเคลื่อนตัวอ่อนช้อยอ้อยสร้อย เหนือผืนน้ำที่พลิ้วไหวเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า บางช่วงที่ลมพัดคลื่นก็ซัดเข้าหาฝั่ง เสียงดังสักพักค่อยสงบนิ่งเช่นเดิม คลื่นน้ำช่างไม่ต่างจากคลื่นชีวิตคนเลย

ฉันนั่งจมจ่อมอยู่ตรงระเบียงตั้งแต่แดดอ่อนอุ่นในยามเช้า เริ่มส่องแสงแรงจนแผดกล้าในยามบ่าย และเริ่มจางในยามเย็น นั่งมองหมอกสีขาวเหนือผืนน้ำลอยตัวไปฉาบแผ่นฟ้าและภูเขา จนหมอกจางเวลาสาย และเริ่มเห็นภูเขาตรงหน้าโผล่ยอดให้เห็น นั่งดูเรือลอยล่องกลางลำน้ำใหญ่ นั่งสัมผัสความหนาวเย็นที่ลมพัดพามา นั่งฟังเสียงทุกสรรพสิ่งรอบตัว รวมถึงเสียงภายในใจของตัวเอง

ฉันเชื่อว่าทุกคนมีสองมุมในร่างเดียว ฉันผู้ซึ่งไม่หยุดนิ่ง ทำโน่นทำนี่ได้ทั้งวัน บางครั้งโมโห ฉุนเฉียว ใจร้อน แต่อีกมุมหนึ่งก็สามารถนั่งนิ่งๆ ได้เป็นวันโดยไม่ปริปากพูด

บรรยากาศแบบนี้ให้โล่เลย น้องผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นในยามเช้าที่เราเดินเล่นเลียบโขง

เพื่อนถามว่ามาเชียงคานทำไม เมืองเล็กๆ เงียบๆ ไม่มีอะไร พี่ผู้หญิงที่บังเอิญรู้จักกันตอนไปล่องเรือพูดขึ้น

ก็เพราะบรรยากาศที่คนคนหนึ่งยอมมอบโล่ให้ ก็เพราะเป็นเมืองเล็กๆ เงียบๆ นี่แหละคือเสน่ห์ของเชียงคาน ที่ที่ฉันค้นพบคำว่า ความงามที่ซ่อนอยู่ ความงามในความสงบที่สร้างความสุขให้อย่างท่วมท้น

 

ความรู้สึกดีๆ ที่ประทับใจ มากเกินไปที่จะบรรยายเป็นตัวอักษรหรือภาพถ่าย ความรู้สึกดีๆ จากเชียงคานก็ประทับในใจฉันมากมายจริงๆ

http://www.numthang.org/content/811/