หลังจากนั้น ไม่กี่วัน นักเรียนคนหนึ่งในกลุ่มนี้ มาเล่าให้ผมฟังอีกครั้งว่า ไปลองมาแล้ว นำข้าวสุกย้อมสีผสมอาหาร ตั้งไว้กับข้าวสุกสีขาว แล้วต้อนให้ไก่ที่เลี้ยงไว้มากิน "มันกินข้าวสุกสีขาวจริงๆครับ ผมใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพไว้ด้วย" แกย้ำหนักแน่น พร้อมเปิดโทรศัพท์โชว์ภาพที่ได้ถ่ายมา ผมน่ะหรือ? ในฐานะครูผู้สอนแล้ว...ก็ยิ้มไม่หุบสิครับ

ผมสอนเรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ ทุกภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา ให้กับนักเรียนชั้น ม.5/1(เลือกเรียนวิทย์-คณิต) ลักษณะการจัดการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง มีความแตกต่างกันอยู่บ้างเล็กๆน้อยๆ แต่หัวใจหลัก นักเรียนต้องได้ลงมือศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ที่นักเรียนคุ้นเคย ที่หาได้ง่าย ที่มีอยู่แล้ว หรือ ที่นักเรียนสนใจ ด้วยตัวของนักเรียนเอง ปีการศึกษานี้ก็เช่นเดียวกัน...

การเรียนรู้เรื่องพฤติกรรมสัตว์ กระทำเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา อันที่จริง ผมมิได้สอนอะไรนักเรียนมากมาย เพียงแต่มอบหมายงานให้ทำ ดังนี้

1. ทุกคนต้องเขียนผังมโนมติ เรื่อง พฤติกรรมของสัตว์ มาส่งล่วงหน้า เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักการ หรือ ทฤษฎี

2. แต่ละกลุ่มต้องออกแบบการทดลอง เพื่อศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ โดยอธิบายถึง ประเภทพฤติกรรม จุดประสงค์ วิธีการศึกษา อุปกรณ์ที่ใช้ ตารางบันทึกผล ย้ำนักเรียนว่า"ต้องเป็นการศึกษาจริง ในชั่วโมงเรียนครั้งหน้า" แนะนักเรียนเพิ่มเติมว่า"ข้อด้อยของการศึกษาอย่างนี้ สัตว์จะมีความตื่นกลัวต่อสถานที่และคน แต่ข้อดี คือ ครูและเพื่อนๆได้เห็นนักเรียนลงมือทำ ซึ่งจะมีโอกาสเรียนรู้ไปกับนักเรียนด้วย"

3. ชั่วโมงหน้า...แต่ละกลุ่มต้องเตรียมอุปกรณ์และสัตว์มาให้พร้อม เพื่อลงมือปฏิบัติจริง จากนั้น ให้เขียนรายงานผลการศึกษาส่ง อย่างที่เคยทำ 

พอถึงเวลาเรียนจริง นักเรียนทั้งหมด 6 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมาบอกก่อนว่า หนูที่เตรียมไว้ศึกษาหายไป...ตั้งแต่เมื่อคืน อีกกลุ่มหนึ่งเตรียมปลาสวยงามมาแต่ไม่ครบจำนวน ไม่พร้อมจะศึกษา ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเตรียมกระต่ายมา แต่กระต่ายเพิ่งกินอาหารใหม่ๆ ผู้ปกครองให้อาหาร เพราะไม่รู้ว่าในการศึกษามีขั้นตอนการกินอาหารของกระต่ายด้วย จึงไม่สามารถศึกษาได้ ฉะนั้น จึงมีเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น ซึ่งพร้อมตามที่ได้นัดหมาย ผมกำหนดให้นักเรียนกลุ่มที่ไม่พร้อม จัดเตรียมอุปกรณ์และสัตว์มาศึกษาทดลองในชั่วโมงหน้าแทน

ความรับผิดชอบ...เหล่านี้เป็นปัญหาที่พบขณะจัดการเรียนรู้เสมอๆ ซึ่งถือเป็นปกติสำหรับนักเรียนของผม จะเอาให้พร้อม 100 % เลย สังเกตมานานแล้วว่ายากทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมเริ่มรู้สึกเหมือนกันว่า ความไม่พร้อมมากเกินไปแล้วหรือเปล่า เพราะมีถึงกึ่งหนึ่ง(50%) แต่เมื่อไตร่ตรองตามเหตุผลที่นักเรียนบอก ครูอย่างเราคงต้องเข้าใจศิษย์ของเรา เหมือนกับที่ผ่านๆมา...โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนเขตชานเมือง นักเรียนที่พร้อมกว่า ด้วยสติปัญญา ครอบครัว หรือ กำลังทรัพย์ มักเลือกไปเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง แต่พอถึงชั่วโมงถัดไป การศึกษาทดลองของกลุ่มที่ไม่พร้อมทั้งหลายนั้น ก็สามารถดำเนินการได้ เสมือนเป็นคำตอบให้กับครูเช่นกันว่า นักเรียนเราก็พอได้ แม้จะไม่ยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่ถึงกับแย่เสียทีเดียว

นักเรียนกลุ่มนี้ศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของกระต่าย โดยการจัดทำกล่องกระดาษที่มีกระจกเงาติดไว้ที่ด้านตรงข้ามทั้ง 2 ด้าน แล้วนำกระจกใสมาคั่นไว้ตรงกลาง กล่องจึงถูกแบ่งเป็น 2 ช่องเท่าๆกัน จากนั้น จับกระต่ายตัวผู้และตัวเมียอย่างละตัว ซึ่งปกติแล้วกระต่ายคู่นี้ถูกเลี้ยงไว้ในกรงเดียวกัน มาใส่แยกไว้ในกล่อง ช่องละตัว กระต่ายทั้งสองจึงเห็นหน้ากันผ่านกระจกใส ขณะเดียวกันจะเห็นภาพตัวเองในกระจกเงาข้างกล่องด้วย จากการสังเกตพฤติกรรมกระต่าย นักเรียนบันทึกผลไว้อย่างนี้ "กระต่ายใช้การดมกลิ่น เมื่อเห็นตัวเองในกระจกเงา ก็จะเข้าไปดม และดมไปเรื่อยๆ เหมือนต้องการหาอะไรบางอย่าง เมื่อเห็นกระต่ายอีกตัวที่กระจกใส ก็เข้าไปดมกลิ่นที่กระจก" จากนั้น นักเรียนจับกระต่ายทั้งสองสลับช่องที่อยู่กัน พบว่า "สิ่งแรกที่กระต่ายดมกลิ่น คือ บริเวณพื้นกล่อง ไม่ใช่ที่กระจกเงา หรือ ที่กระจกใสเช่นครั้งแรก นอกจากนั้น กระต่ายยังแสดงอาการขุดคุ้ยพื้นกล่อง เหมือนต้องการจะไปอีกด้าน(ช่อง)หนึ่งของกล่อง"

นักเรียนศึกษาต่อไป โดยนำกระดาษแข็งทึบมาคั่นกลางกล่องแทนกระจกใส พร้อมบันทึกผลการสังเกต "กระต่ายดมตัวเองในกระจกเงา จากนั้น ดมกลิ่นที่พื้น ดมไปเรื่อยๆ หยุด...พร้อมขุดคุ้ยพื้นกล่อง ตรงบริเวณกระดาษคั่น สลับกับการดมกลิ่น กระต่ายทั้งสองต่างพยายามขุดคุ้ยไปหากัน" จากนั้น นักเรียนนำกระดาษแข็งทึบซึ่งคั่นกลางออก พร้อมบันทึก "กระต่ายทั้ง 2 ตัว วิ่งเข้าหาตัวเองในกระจกเงาอีกด้านหนึ่งก่อน แล้วจึงวิ่งเข้าหากันเอง พร้อมดมกลิ่น สักครู่จึงนอนนิ่งตามปกติ" นักเรียนอภิปรายสรุปผลการศึกษาครั้งนี้ว่า "กระต่ายทั้งสอง ใช้พฤติกรรมดมกลิ่น เพื่อสื่อสารระหว่างกัน มากกว่าการมองเห็น"

พอมองเห็นความพยายาม ทั้งจากการคิดและทำ ตลอดจนรายละเอียดในการบันทึกของลูกศิษย์ผมมั้ยครับ...

อีกกลุ่มหนึ่งศึกษาพฤติกรรมการกินอาหารของไก่ชน(ไก่ชนเหลืองหางขาวของตำบลบ้านกร่างมีชื่อเสียงมาก เพราะจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ไก่ชนพระนเรศวรซึ่งตีชนะไก่พม่าของพระมหาอุปราชนั้น เป็นไก่ชนเหลืองหางขาว มีถิ่นกำเนิดที่บ้านหัวแท ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก) นักเรียนกลุ่มนี้ศึกษาทดลองโดยนำข้าวสุก ข้าวเปลือก และ อาหารเม็ด มาให้ไก่กิน สังเกตว่า ไก่จะเลือกกินอาหารชนิดใด แต่กว่าจะกินได้ อย่างที่แนะนักเรียนไว้ตั้งแต่ต้น ไก่ตื่นคน ตื่นสถานที่ ทำอย่างไรก็ไม่กิน จะบินหนีอย่างเดียว ก็เลยเป็นที่สนุกสนานของเพื่อนๆ แต่เป็นที่ปวดหัวของผู้ทดลอง สุดท้าย นักเรียนต้องแก้ปัญหาด้วยการมัดขาไก่ทั้งสองข้างรวบเข้าหากัน ไก่จึงอยู่ประจำที่ได้โดยปริยาย ผลคือ ไก่เลือกกินข้าวสุกครับ

ผมสอบถามนักเรียน
ครู : ปกติไก่ก็กินข้าวสุกอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?
นักเรียน : เปล่าครับ! ปกติไก่ตัวนี้จะกินข้าวเปลือก
ครู : อ้าว! แล้วทำไม ตอนนี้มันกินข้าวสุก?
นักเรียน : สงสัยเพราะข้าวสุกสีขาว ทำให้มองเห็นชัดกว่า
ครู : จริงหรือ? ถ้าข้าวสุก...แต่เป็นสีอื่นล่ะ หากขยันไปทดลองดูนะ แล้วมาบอกครูและเพื่อนๆบ้าง

หลังจากนั้น ไม่กี่วัน นักเรียนคนหนึ่งในกลุ่มนี้ มาเล่าให้ผมฟังอีกครั้งว่า ไปลองมาแล้ว นำข้าวสุกย้อมสีผสมอาหาร ตั้งไว้กับข้าวสุกสีขาว แล้วต้อนให้ไก่ที่เลี้ยงไว้มากิน "มันกินข้าวสุกสีขาวจริงๆครับ ผมใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพไว้ด้วย" แกย้ำหนักแน่น พร้อมเปิดโทรศัพท์โชว์ภาพที่ได้ถ่ายมา ผมน่ะหรือ? ในฐานะครูผู้สอนแล้ว...ก็ยิ้มไม่หุบสิครับ

โรงเรียนผมยังขาดความพร้อมอีกหลายอย่าง นักเรียนเราก็ไม่ต่างอะไรจากโรงเรียน ฉะนั้น เมื่อเห็นนักเรียนสักคนกระตือรือร้นจะเรียนรู้ด้วยกิจกรรมที่เราเองออกแบบให้ ครูอย่างผมก็ได้แต่ปลื้มและภูมิใจ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง