ยาที่ได้จากการสังเคราะห์ 1 ใช้จัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/11-6/12 ปีการศึกษา 2551

ยาที่ได้จากการสังเคราะห์

 
    เนื่องจากตัวยาชนิดต่างๆมีไม่พอใช้ มนุษย์จึงคิดค้นสังเคราะห์ขึ้น โดยยาสังเคราะห์ ชนิดแรกที่คิดค้นขึ้นคือยาประเภทซัลฟา ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ ที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ ยาซัลฟาขนานแรกได้แก่ซัลฟานิลาไมด์ หรือซัลโฟนาไมด์ ใช้รักษาแผล ปอดอักเสบ กามโรค
    ยาประเภทซัลฟามีข้อเสียคือมักเกิดตะกอนที่กรวยไตทำให้เป็นนิ่วในไตเพราะละลายน้ำได้ไม่ดี ดังนั้นเวลาใช้ยานี้จึงต้องดื่มน้ำมาก ๆ ปัจจุบันยาได้จากการ สังเคราะห์มีหลายชนิด คือ 

  ก. ยาลดไข้
ยาลดไข้นอกจากช่วยลดอาการไข้แล้วมักมีคุณสมบัติเป็นยาระงับปวดได้อีกด้วย ดังนั้นเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจึงมักจะเกิดการเสพติด        แบ่งเป็น 3 พวกใหญ่ ๆ คือ

1.1 พวกซาลิไซเลท (Salicylate) 

    ที่รู้จักกันดีคือแอสไพริน มีคุณสมบัติเป็นกรดอย่างอ่อนเมื่อรับประทานขณะท้องว่าง จะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร                  ถ้ารับประทานยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารได้ โดยไม่มีอาการเจ็บปวดและทำให้เลือดแข็งตัวช้า จึงห้ามใช้กับคนที่เป็น ไข้เลือดออกหรือหญิงมีครรภ์หลังคลอดบุตร แอสไพรินจะเป็นพิษรุนแรงมากในเด็ก จึงห้ามใช้ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี      เด็ดขาด

1.2 พวกพาราอะมีโนฟีนอล (Para-aminophenol) 

    เป็นยาลดไข้แก้ปวดได้เช่นเดียวกับซาลิไซเลทแต่ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ที่ใช้กันมีอยู่ 2 ตัวคือ พาราเซตามอล (Paracetamol)             และฟีนาซิติน (Phenacetin) ซึ่งมีพิษมากกว่า พาราเซตามอล มักไม่ใช้เดี่ยว ๆ แต่ผสมกับตัวยาอื่น ๆ เช่น ยาแก้ปวดที่ขายในท้องตลาด พิษของยาที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ มัก เกิดจากการใช้ยา ติอต่อกันเวลานานและการใช้ยาเกินขนาดซึ่งอาจทำให้เป็นโรคโลหิตจาง บางรายพบว่า เกิดมีการทำลายเม็ดเลือดแดง
    ยาพวกพาราเซตามอลแม้ว่าจะปลอดภัยกว่าพวกยาแอสไพรินแต่ก็ยังมีอันตรายมากอยู่ เช่น อาจทำให้เกิดอาการแพ้ในบางคนทำให้เป็นผื่น สำหรับอาการพิษ รุนแรงคือ  ตับและไตถูกทำลาย ไม่ควรให้ยานี้แก่
เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี ติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 10 วัน โดยไม่ปรึกษาแพทย์ และขนาดยาไม่ควรเกินวันละ  2.6 กรัม

1.3 พวกไพราโซโลน (Pyrazolones) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 
  
    กลุ่มแรก ได้แก่ แอนตี้ไพริน(Antipyrine) อะมิโนไพริน(Aminopyrine) และ ไดไพโรน (Dipyrone) ซึ่งทั้ง3 ตัวนี้มีอันตรายมาก คือ ไปทำลายเม็ดเลือดขาว
      กลุ่มที่ 2 ได้แก่ เฟนิลบิวตาโซน (Phenylbutazone) ซัลฟิลไพราโซน (Sulfinpyrazone) ยา 2 ตัวนี้ไม่ใช้ลดไข้แต่ใช้ลดการอักเสบในโรครูมาติดซั่ม  ยาพวกไพราโซโลนไม่นิยมใช้แก้ปวดแก้ไข้ กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้เป็นยาควบคุม พิเศษ ต้องปรึกษาแพทย์                หรือ
มีใบแพทย์จึงจะซื้อยามาใช้ได้

1.4 ยาแก้ปวดลดไข้ที่มีตัวยาหลายชนิดผสมอยู่ ซึ่งประกอบด้วยยา 3 ชนิด คือ
1. แอสไพริน คุณสมบัติกล่าวแล้วในหัวข้อยาพวกซาลิไซเลท
2. ฟีนาซิติน คุณสมบัติกล่าวแล้วในหัวข้อยาพวกพาราอะมีโนฟินอล
3.คาเฟอีน (Caffeine) มีคุณสมบัติกระตุ้นประสาททำให้ไม่ง่วง รู้สึกขยันขันแข็งเมื่อใช้ติดต่อกันจะเกิดการติดยาได้
    ตัวอย่างยาพวกนี้ได้แก่ ยาเม็ดเอพีซีและยาแก้ปวดลดไข้ชนิดที่เรียกว่า"ยาซอง"เช่น ยาทัมใจ ยาประสะนอแรด เป็นต้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขพยายาม แก้ไขทะเบียนตำหรับยาแก้ปวดสูตรผสม โดย ให้นำคาเฟอีนออกจากสูตรผสม เนื่องจากคาเฟอีน ทำให้ผู้บริโภคติดยา วันใดไม่ได้รับประทานยาซองนี้   จะมีอาการหงุดหงิด ไม่อยากทำงาน ปวดเมื่อย ใจสั่น บางคนรับประทานวันละหลายๆซอง จนเกิดอาการ กระเพาะอักเสบถึงกระเพาะทะลุเพราะได้รับ แอสไพรินเข้าไปมาก ยาซองคร่าชีวิตคนมามากกว่า50 ปี ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ยาซองเหล่านี้มาแก้ปวด ลดไข้ ผู้ที่ติดยาแล้วควรเลิกเสียโดยพยายามลดจำนวนลงเรื่อยๆ

ให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับยาลดกรด  ซึ่งเป็นยาที่ได้จากการสังเคราะห์   ใน  ยาที่ได้จากการสังเคราะห์  2