3 นักวิชาการ ทีดีอาร์ไอ
ชำแหละ 5 ปีรัฐบาลทักษิณเศรษฐกิจโตได้ดีเฉพาะช่วง 3 ปีแรก
และรัฐบาลก่อนมีส่วนหนุนการฟื้นตัว ขณะที่อีก 2
ปีหลังไม่ดีไปกว่าประเทศอื่น ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น
น้อยกว่าภูมิภาค และกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ “ทักษิณ”
ได้รับผลจากการเอื้อประโยชน์ของรัฐบาล ด้านนโยบายประชานิยม
ไม่ช่วยเพิ่มรายได้และอนาคตทุ่มเงินหนุนยากขึ้น
หลังฐานะการคลังมีปัญหา
คณะวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
ซึ่งประกอบด้วย ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิจัยเกียรติคุณ ดร.สมชัย
จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ฝ่ายการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวม
และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัย
เข้าร่วมนำเสนอผลการวิเคราะห์เรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจของนโยบายรัฐบาลทักษิณ
ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วานนี้ (29 มี.ค.)
ดร.อัมมาร กล่าวเกริ่นนำว่า งานวิจัยดังกล่าว
ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันทีดีอาร์ไอ
และเป็นการประเมินเฉพาะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไม่ได้วิเคราะห์ในมุมของสังคมและการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
ดร.สมชัย กล่าวว่า ในงานวิจัยจะเกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องใหญ่และแยกเป็น
5 เรื่องย่อย เริ่มจาก ความรุ่งเรืองเศรษฐกิจ
ความโปร่งใสในการบริหารเศรษฐกิจ กรณีศึกษาเรื่องหุ้นชินคอร์ป
และนโยบายประชานิยม ทั้งนี้
จากการขยายตัวของเศรษฐกิจและดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยในช่วง 5 ปีที่
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ได้รับความชื่นชมอย่างมาก การฟื้นตัวจาก
ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของไทยนั้นขึ้นกับความรุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจ
ประเทศส่วนใหญ่ภูมิภาคฟื้นตัวก่อนไทย
โดยสาเหตุหนึ่งที่ไทยฟื้นตัวเร็วช้ากว่าประเทศอื่น
อาจจะเป็นเพราะวิกฤติของไทยรุนแรงมากกว่าประเทศอื่น
แต่หากเทียบกับประเทศอินโดนีเซีย
การที่ไทยฟื้นตัวได้เร็วกว่าก็อาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพมากกว่ามาตั้งแต่ก่อนรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้น
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจึงน่าจะเป็นผลงานร่วมกันระหว่างการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดก่อนกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ
ส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยหลังจากวิกฤตินั้น ในช่วง 3
ปีแรกของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีมาก
เมื่อเทียบกับประเทศอื่นแต่ก็ถือได้ว่าเป็นไปตามรูปแบบที่ควรจะฟื้นตัวได้มากอยู่แล้ว
แต่ในช่วง 2 ปีหลัง คือปี 2547-2548
เศรษฐกิจไทยกลับไม่ได้ขยายตัวอย่างเด่นชัดกว่าประเทศอื่น
โดยขยายตัวต่ำกว่ามาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์
อีกทั้งการจัดอันดับของไทยยังตกลงอย่างมากจากอันดับประมาณ 6-7
ในช่วงปีแรกของรัฐบาลเหลือเพียง 15 ในปี 2548
เท่านั้น
ภาพรวมโดยเฉลี่ยของเศรษฐกิจไทยในช่วง 5 ปีของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
จึงไม่ขยายตัวได้มากกว่าประเทศอื่นในเอเชียเท่าใดนัก
โดยขยายตัวเฉลี่ยสูงกว่าประเทศในอาเซียนประมาณ 0.5-1.0%
เท่านั้น ทั้งนี้
หากพิจารณาการขยายตัวที่ชะลอลงของไทยในช่วงหลังนั้น
ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากปัจจัยภายนอก เช่น ไข้หวัดนก หรือสึนามิ แต่จริง ๆ
แล้ว ผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวไม่ได้กระทบมากอย่างที่เข้าใจกัน
โดยผลจากสึนามินั้น
กระทบกับจีดีพีประมาณ 0.35% เท่านั้น “ในรอบ 5
ปีที่เศรษฐกิจดูเหมือนจะดีกว่าประเทศอื่น แต่มีการเปลี่ยนแปลงของ
Performance ในช่วงปีท้าย ๆ
ทำให้บอกไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ดังนั้น
การที่รัฐบาลบอกว่าจะพาประเทศไปเป็นผู้นำคงไม่เกิดขึ้นได้ในเวลาอันใกล้”
ดร.สมชัยกล่าว
ด้านการขยายตัวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในช่วง 5 ปีของรัฐบาลทักษิณนั้น
ดร.สมชัย กล่าวว่าเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทน (ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ)
ใน 3 ช่วงเวลา ซึ่งพบว่ามีข้อสรุปที่คล้าย ๆ
กับกรณีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
กล่าวคืออัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงที่รัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ บริหารสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ
โดยมีอัตราผลตอบแทนสูงมากในช่วงแรก ปี 2544-2546 เพิ่มขึ้น 33.2%
ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่ตกต่ำลึกกว่าประเทศอื่นในช่วงก่อนหน้า
ปี 2540-2543 คือตกลึกถึง 30% และ
เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจนทดแทนได้หมดสิ้น ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ
อัตราผลตอบแทนยังไม่ปรับเข้าสู่ภาวะปกติ
ในระยะเวลาเดียวกัน
ตรงนี้จึงถือได้ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยมีผลงานดีกว่าประเทศอื่น
ๆ อย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ในระยะสองปีหลังของรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ ดัชนีของไทย ติดลบ 7.4%
ปรับตัวลงต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก
และเมื่อคิดจากตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ
อัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ไทยก็ยังคง ติดลบอยู่ 4.1%
ซึ่งแม้จะดีกว่าประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
แต่ก็ไม่ต่างมากนัก และต่ำกว่าประเทศเกาหลีใต้และสิงคโปร์พอควร
ดร.สมชัย กล่าวว่า โดยสรุปคืออัตราผลตอบแทนในตลาดหลักทรัพย์ไทย
มีความผันผวนตลอดมา
ตั้งแต่หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทั้งในช่วงก่อนและระหว่างยุค
พ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะที่อัตราผลตอบแทนโดยรวม
ก็ยังคงติดลบอยู่แม้จะผ่านระยะเวลาการบริหารของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณมา
5 ปีเต็มแล้วก็ตาม
ในส่วนของการขยายตัวของดัชนีในตลาดหลักทรัพย์นั้น
ดร.สมเกียรติ
ได้ชี้ให้เห็นว่าอาจจะมีสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสในการบริหารของรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณได้เพราะพบว่ามีธุรกิจบางแห่งได้ประโยชน์มากกว่าธุรกิจกลุ่มอื่น
ๆ โดยหากพิจารณาจากบริษัท 10 แห่ง
ที่มีการเพิ่มของมูลค่าสูงสุด 10 แห่ง
จะพบว่าบริษัทที่มีการเพิ่มขึ้นของมูลค่าส่วนใหญ่แล้วจะได้รับผลมาจากปัจจัยภายนอก
และผลจากนโยบายของรัฐ ซึ่งกระจายผลในทุกกลุ่มธุรกิจ
ตัวอย่างของบริษัทที่มีมูลค่าเพิ่มมาก เช่น บริษัท
ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่มีมูลค่าเพิ่มมากที่สุด
ก็ได้รับผลมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลก
หรือบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวงก็ได้แรงหนุนมาจากการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่และการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์จากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนบ้าน
และการมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น
ขณะที่การเพิ่มขึ้นของมูลค่าหลักทรัพย์ของบริษัทเอไอเอส
และชินคอร์ปอเรชั่นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของตลาดโทรคมนาคม
แต่ส่วนหนึ่งการขยายตัวก็เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายและมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทดังกล่าว
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประโยชน์เฉพาะกับธุรกิจไม่กี่แห่ง
แตกต่างจากมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคหลายราย
ตัวอย่างของนโยบายที่เอื้อต่อประโยชน์ของธุรกิจเครือชินคอร์ป เช่น
การออกส่งเสริมการลงทุนโดยยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี
ที่บริษัทไอพีสตาร์ได้รับประโยชน์ให้ยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวน
16,000 ล้านบาท
หรือการไม่ดำเนินการยับยั้งตามอำนาจในสัญญาเมื่อบริษัทไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องผังรายการกรณีไอทีวี
ซึ่งทำให้ผลประกอบการบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นจากผังรายการ
ที่เปลี่ยนไป
นโยบายเศรษฐกิจหลักอีกอย่างหนึ่งของรัฐบาลทักษิณ
คือนโยบายเศรษฐกิจคู่ขนาน (Dual Track Economy) ซึ่ง ดร.สมชัย
กล่าวถึง ผลการศึกษาจากนโยบายนี้ว่าจริง ๆ แล้ว
การกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศนั้นมีผลต่อการเร่งการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้
แต่หากใส่ปัจจัยการบริหารในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไป
กลับพบว่า ไม่มีผลต่อการขยายตัวของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
จึงสอดคล้องกับการขยายตัวของต่างประเทศ ที่ชี้ว่ารัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่นกว่าประเทศอื่น
ดร.สมชัย ยังได้กล่าวถึง การดำเนินนโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดนี้ด้วย
โดยกล่าวถึง การจดทะเบียนคนจนนั้นก็มีคนจนจำนวนถึง 71.6%
ที่ไม่ได้จดทะเบียนคนจน ขณะที่มีสัดส่วนคนไม่จนที่จดทะเบียนสูงถึง
84.9% จึงแสดงให้เห็นว่ามีคนจำนวนมากที่ถูกละเลย
ซึ่งกรณีนี้อาจจะทำให้คนจนจริง ๆ ไม่ได้รับการช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ
อย่างเร่งด่วน
ส่วนผลการสำรวจผลงานจากนโยบายกองทุนหมู่บ้าน
ก็พบว่าประสบความสำเร็จในการเข้าถึงกลุ่มเกษตรกรที่สามารถนำเงินไปลงทุนด้านการเกษตรได้
แต่ก็ยังมีการกู้ยืมซ้ำซ้อนทำให้ได้ไม่ทั่วถึง
และจากการประเมินผลจากการเพิ่มของรายได้และการลดรายจ่ายก็พบว่าโดยรวมแล้วเงินกองทุนหมู่บ้านไม่ได้ทำให้รายได้ของผู้กู้เพิ่มสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้กู้ยืมเงินจากกองทุนมากนัก
ทั้งนี้
หากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาก็ยากที่จะดำเนินโครงการกองทุนหมู่บ้านได้ต่อ
เพราะหาเงินมาใช้สำหรับกองทุนได้ค่อนข้างยาก
โดยเฉพาะปัญหาฐานเงินคงคลัง ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ขณะนี้
ดร.สมเกียรติ
กล่าวเพิ่มเติมถึงภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พอไปได้
แต่ไม่มีความโดดเด่น
การดำเนินนโยบายประชานิยมไม่มีประสิทธิผลที่เด่นชัด นโยบายต่าง ๆ
เริ่มมีปัญหาในช่วงหลัง อย่างนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคที่ตั้งต้นดี
จึงควรปรับปรุงให้ดีขึ้น
โดยรัฐบาลควรยกเลิกการมุ่งแสวงหาตลาดอย่างการทำเอฟทีเอ
แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนามากขึ้น
รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรหรือฝีมือแรงงานให้เพิ่มขึ้น
เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีประสิทธิภาพในการแข่งขันมากขึ้น
ด้าน ดร.อัมมาร กล่าวถึง ผลงานจากการพักชำระหนี้สามปีและนโยบาย 30
บาทรักษาทุกโรค ว่าจริง ๆ แล้ว
นโยบายทั้งสองนี้เป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลไทยรักไทยได้ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง
แต่หากพิจารณาจากผลงานแล้วพบว่าเกษตรกรที่ขอพักชำระหนี้มีการลงทุนที่ต่ำกว่าเกษตรกรที่ไม่ได้ขอพักชำระหนี้
เนื่องจากเมื่อพักชำระหนี้แล้วไม่สามารถกู้เงินใหม่มาลงทุนได้
ดังนั้นการพักชำระหนี้จึงไม่ได้มีผลต่อการกระตุ้นให้มีการบริโภคและการลงทุนเพิ่มขึ้น
อีกทั้งนโยบายพักหนี้ไม่ได้ช่วยลดปริมาณหนี้ที่มีอยู่
เพียงแค่เลื่อนเวลาการชำระคืนหนี้เท่านั้น ส่วนนโยบาย 30
บาทรักษาทุกโรคนั้น ดร.อัมมาร กล่าวว่า เป็นนโยบายที่ดี
ช่วยเหลือคนจนลดการใช้เงินเพื่อรักษาพยาบาลได้ค่อนข้างมาก
แต่เมื่อมีการทำโครงการจริงแล้ว
รัฐบาลมีการจัดสรรงบประมาณมาอย่างจำกัด
ปีแรกเพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2544 เพียง 7.8%
และหลังจากนั้น ก็มีการเพิ่มงบประมาณอย่างจำกัด
ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น
ทำให้นโยบายที่ควรจะให้สิทธิในการรักษาพยาบาลกับทุกคนอย่างมีมาตรฐาน
กลายเป็นนโยบายที่ทำให้มาตรฐานการรักษาพยาบาลมี 2 มาตรฐาน
คือระบบสำหรับคนที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลเองได้กับระบบสำหรับคนจน
“คำถามคือนโยบายที่ประชาชนนิยม ทำไมรัฐบาลถึงมองเป็นลูกกำพร้า
สันนิษฐานว่ารัฐบาลได้ประโยชน์ด้านคะแนนจากโครงการ 30 บาทไปแล้วใน 2-3
ปีแรก ดังนั้น จึงไม่ยอมที่จะใส่เงินเพิ่ม ตามที่ควรจะเป็น
ซึ่งรัฐบาลอาจจะคิดว่าเก็บเงิน เพื่อใช้ประโยชน์ในนโยบายประชานิยมใหม่
ๆ น่าจะดี” ดร.อัมมารกล่าว
ดร.อัมมาร กล่าวเพิ่มเติมถึงนโยบายประชานิยมต่าง ๆ
ของรัฐบาลด้วยว่าขณะนี้แรงผลัก (Momentum) หมดแล้วเห็นได้ชัดจากช่วง 2
ปีหลังที่มีปัญหามาก เนื่องจากไม่มีเม็ดเงินมากพอเช่น
3ปีแรก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ
เข้ามาบริหารใหม่ ๆ
กำลังการผลิตยังเหลืออยู่ทำให้สามารถใช้นโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินได้โดยไม่เป็นภาระต่อเงินงบประมาณ
หรือบางโครงการที่อาจจะมีปัญหาก็เอาไปซุกซ่อนไว้ตามหน่วยงานรัฐต่าง ๆ
เห็นได้จากงบดุลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือธนาคารออมสิน
เป็นต้น
ถือเป็นการขยายตัวดีของเศรษฐกิจที่เกิดโดยธรรมชาติไม่ได้ใช้ความสามารถมากนัก