เดือนสุดท้ายของการทำงานที่นี่  และเหลือเวลาทำงานองค์กรนี้อีกสิบกว่าวัน  ทุกอย่างที่อยากทำก็ได้ทำแล้วพร้อมกับสิ่งที่อยากพูดอยากเปิดความในใจให้กับผู้บริหารและหัวหน้างานก็ได้เปิดอกพูดในวันประชุมกรรมการบริหารโครงการฯ ต้นเดือนที่ผ่านมา ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้ทำและอยากขอใช้เวทีนี้ขออนุญาตผู้ดูแลเว็ปและขอความอนุเคราะห์จากท่านบล็อกเกอร์ทุกท่านหากท่านมีจิตกุศลเช่นเดียวกับครูข้างถนน ก็ขอความช่วยเหลือจากท่านด้วย อย่างน้อยสุดแสดงความคิดเห็นและส่งกำลังใจให้กับครอบครัวนี้ แล้วครูข้างถนนจะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดให้ครอบครัวของน้องอำพร ได้อ่าน ในวันที่จะเดินทางไปอุ้มผางอีกครั้ง วันที่ 6-9 พ.ย. 51 วันรวมกลุ่มพบปะกับสมาชิกบ้านครูซันพร้อมกับไปเยี่ยมครอบครัวของน้องอำพรอีกครั้ง

        เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อน้องเจ้าหน้าที่ที่ลาออกแล้วนั้น เขาได้มาขอความช่วยเหลือให้กับครอบครัวๆหนึ่ง  เพราะตอนที่สำรวจพื้นที่บ้านยะแม๊ะคี  อำเภออุ้มผาง เพื่อหาข้อมูลสำเด็กที่จะนำเข้าเป็นเด็กในโครงการฯ  บังเอิญได้เขาไปเยี่ยมคอบครัวนี้  ภาพแรกที่พบคือมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ดูแลอาการเจ็บป่วยของแม่  โดยแม่ของเขาเป็นโรคอะไรไม่ทราบแต่ บริเวณแขนขา มือ นิ้วมือ นิ้วเท้า มีแผล  ลักษณะเหมือนเป็นโรคผิวหนัง   กัดกินจากเล็บมือเล็บเท้าขึ้นไปเรื่อย ๆ  ไม่สามารถเดินและใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติซึ่งทรมานมาก จะทำมาหากินก็ไม่ได้อีกทั้ง ยังมีลูกเล็กๆที่อยู่ในวัยกำลังร่ำเรียนถึง 5 คน  น้องอำพร จึงตัดสินใจออกจากโรงเรียน เพื่อเสียสละให้น้องๆได้เรียน เพื่อใช้เวลาดูแลแม่ที่ป่วยเป็นโรคประหลาดนั้น

         ผมได้รับทราบเรื่องราวและได้ขอความช่วยเหลือ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเอง  จึงคิดที่จะนำเรื่องรวของครอบครัวนี้มาเขียนลงในบันทึก แต่ก่อนที่ผมจะนำมาเขียนผมเกรงว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ผมจึงได้ปรึกษาพี่ สัม  คนรู้ใจของพี่สาวที่แสนดี  แอมแปร์พี่สัม ซึ่งมีความรู้ในเรื่องนี้ ได้ให้ความคิดเห็นว่าเราน่าจะไปพบครอบครัวนี้แล้วก็ขออนุญาตนำเรื่องราวของเขามาเขียน เจตนาของเรานั้นดีแต่ถ้าเราไม่ได้รับอนุญาตจากเขา เขาอาจจะไม่พอใจก็ได้  เมื่อวันที่ 1-3 ต.ค. ที่ผ่านมาผมได้ลงพื้นที่อำเภออุ้มผาง ได้ไปเยี่ยมครอบครัวนี้โดยให้น้องสาว น้องอิ๋ว เป็นคนพาไป พร้อมกับนำยาสามัญประจำบ้าน เพื่อจะไปมามอบให้ใช้ยามจำเป็น เมื่อไปถึงบ้านไม่พบแม่ของน้องอำพร พบแต่น้องอำพร   น้องอำพรบอกว่าแม่ไปเลี้ยงควาย ผมจึงแปลกใจว่าทำไมข้อมูลที่ผมได้รับ  แม่ของน้องป่วยไม่ใช่เหรอทำไมถึงไปเลี้ยงควายได้  น้องเขาบอกว่าไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้พาแม่ไปแพทย์และรักษาตัวที่ที่โรงพยาบาลแม่สอด รักษา โดยหมอตัดนิ้วมือนิ้วเท้าส่วนที่เป็นเชื่อโรคนั้นออก ทำให้แม่หาย ขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำงานได้เหมือนคนปกติ  ช่วยเหลือครอบครัวบ้างเล็กน้อย โดยการเลี้ยงควายที่เหลืออยู่  ถึงจะหายบ้างแล้วแต่ต้องไปพบแพทย์ประจำทุกเดือน ถ้าไม่พบแพทย์และไม่ทำตามแพทย์สั่ง อาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก  ผมได้ซักถามถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาแม่และค่าใช้จ่ายในการไปพบแพทย์ น้องพรบอกว่า เดิมครอบครัวของน้องพรมีควาย 10 ตัว ตอนนี้ขายไปแล้ว 3 ตัว และยังมีแนวโน้มว่าจะขายอีก เพราะต้องพาแม่ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแม่สอดทุกเดือน เงินที่ขายควายไปไกล้หมดแล้ว พ่อไม่มีอาชีพหลัก น้องพร ยังไม่สมารถทำงานได้ต้องดูแลน้องๆที่เอยู่ในวัยเรียนถึง 4 คน  ตอนนี้น้องอำพรได้เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ของโรงเรียนขยายโอกาส (กศน) เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้มากขึ้นสักวันหนึ่งน้องอำพรหวังว่าจะนำความรู้ช่วยเหลือครอบครัวได้       

         อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าแม่ของน้องอำพรจะได้รับการรักษาแล้ว แต่ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่าจะนำเรื่องราวของครอบครัวนี้มาบอกเล่าให้กับบล็อกเกอร์ได้รับรู้

      หากท่านใดมีจิตใจบุญกุศลก็ช่วยเหลือได้ตามเลขที่บัญชี นี้ครับ  ชื่อบัญชี น.ส.อำพร  ศรีจินดามาลัย  ธนาคารออมสิน สาขา อุ้มผาง เลขที่บัญชี 04-2805-20-006190-4 

บุญกุศลเป็นของท่าน บุญรักษา  ขอบคุณครับ

 

 

รูปและข้อมูลก่อนที่จะได้รับการรักษา http://gotoknow.org/file/manopsak/ma.MDI

 

รูปแม่น้องอำพรหลังจากที่ได้รับการรักษาแล้ว