จริงๆ แล้วมีประเด็นดีๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ผมกำลังรอให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้มีเวลาเพื่อที่จะได้ “ตกผลึก”

         บันทึกที่แล้วเขียนตอนกลับมาจากสัมมนาใหม่ๆ ยังไม่ได้นำเนื้อหาที่ได้มาใส่ไว้ วันนี้จะนำประเด็นที่ผมพูดไว้ในตอนที่ขมวดท้าย (Wrap-up) ไว้ 4 ประเด็น ดังต่อไปนี้:

    (1) หลายคนมักสับสน “คนที่กำลังเงียบ” กับ “คนที่กำลังฟัง” อย่างหนึ่งที่การสัมมนาของ สคส. ให้ความสำคัญค่อนข้างมาก ก็คือการหัดให้รู้จักฟัง (กันจริงๆ) คือฟังทั้งเสียงที่อยู่ “ภายนอกและภายใน” ในหลายๆ ที่ผู้บริหารองค์กรมักสะท้อนออกมาในทางตรงกันข้ามคือมักจะพูดว่า. . . “คนในองค์กรผมนั้น มีปัญหาในทางกลับกันคืออยู่ในห้องประชุมเอาแต่นั่งเงียบ ไม่ยอมปริปากพูด . . . ถ้าจะฝึกจริงๆ น่าจะฝึกให้กล้าพูดมากว่าที่จะให้นั่งฟังเฉยๆ อย่างที่ทำกัน” ผมว่าที่ท่านผู้บริหารพูดว่าพนักงานพูดน้อยนั้นคงเป็นเพราะท่านนั้นเปรียบเทียบกับตัวท่านเอง สิ่งหนึ่งที่เรากำลัง “หลงประเด็น” กันก็คือการที่ท่านเข้าใจไปว่า “ผู้ที่นิ่งเงียบ” คือ “ผู้ที่กำลังฟัง” โปรดระวังประเด็นนี้ให้ดีนะครับ เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน

    (2) การฟังที่ สคส. เน้น เป็นการใช้ทักษะที่ทุกคนนั้นมีอยู่ในตัวแล้ว เป็นการฝึกให้ฟังอย่างตั้งใจ อย่างเต็มใจ ไม่ไป “ตัดสิน” ไม่เข้าไป “คลุกวงใน” จนทำให้อยู่ในอาการ “โงหัวไม่ขึ้น” เป็นการฟังอย่างมีสติ ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ ก่อนที่จะพูด “สวนออกไป” ที่ผมใช้คำว่าอย่า “เข้าคลุกวงใน” ผมหมายความว่า ถ้าฟังแล้วได้ยินเสียงในหัว (Voice in the Head หรือ Inner Voice) ก็อย่าตกลงไปในนั้น ให้คง “ระยะห่างไว้” ทำตัวให้เสมือนว่าเรากำลังเป็นผู้ที่ “ยืนดู” เสียงนั้นอยู่ห่างๆ เสียงภายนอกที่ออกมาจากปากคนอื่นก็เช่นกัน หากรู้สึกว่าเขากำลังบั่นทอนเรา เขากำลังบอกว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นใช้ไม่ได้ เรากำลังฟังเขาอยู่หรือเปล่า? หรือว่าเรากำลัง “เลือดขึ้นหน้า” หยุดฟังไปตั้งนานแล้ว เรากำลัง “อิน” ไปกับมัน เรากำลัง “เมามัน เมาหมัด” หรือกำลังคิดแต่จะ “ฟัดกลับ” นี่คือความหมายของคำว่า “คลุกวงใน”

    (3) หลักสำคัญที่ถ้าใครทำได้ รับรองว่า “ชีวิตนี้จะดีขึ้นอย่างทันตาเห็นเลยทีเดียว” หลักนี้เรียกว่า “Speak Possibility” คือพูดแต่สิ่งที่สร้างสรรค์ สิ่งที่นำไปสู่ความเป็นไปได้ ไม่ใช่ พูดกันแต่สิ่งที่เลวร้าย พูดกันไปพูดกันมา ก็ยิ่งพาให้ใจหดหู่ ท้อถอย เกิดอาการ “จิตตก” กันทั่วหน้า เข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “Downward Spiral” โดยไม่รู้ตัว ขวัญกำลังใจที่มีอยู่น้อย ก็เริ่มร่อยหรอลดน้อยลงไปทุกที เพราะมีแต่เรื่องที่ไม่ดี เต็มไปด้วยการกล่าวว่าตำหนิติเตียน บ่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่ได้นำไปสู่ Possibility ที่ไหนเลย

    (4) ประเด็นสุดท้ายที่ผมทิ้งท้ายไว้ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างต่างผ่านมาทาง “การกระทำ” ถ้าไม่ทำก็ไม่เกิดผลใดๆ ไม่ว่าจะฟังมากแค่ไหน คิดมากแค่ไหน พูดมากแค่ไหน ผลลัพธ์สุดท้ายย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของเราทั้งสิ้น บางอย่างคิดมากไปก็ไม่ดี เช่น ผู้ร่วมสัมมนาจากบ้านมาสามวัน กลับถึงบ้านต้องการจะกอดลูก กอดสามี (ภรรยา) ถ้าจะให้ดีก็ “ทำเลย” เรื่องทำนองนี้ไม่ต้อง “คิดมาก” ไม่ต้องไปหาเหตุผล เพราะ “เรื่องของใจ” ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่สมองจะไปถึง ไม่ต้องพยายามมองหา “เหตุผล” มารองรับการกระทำของท่านแต่อย่างใด  เพราะท่านรู้อยู่แก่ใจดีว่า การกอดลูก กอดสามี (ภรรยา) เป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่อะไรที่เลวร้าย ไม่ต้องไปเสียเวลาหาเหตุผลต่างๆ นานามารองรับเลย

         จริงๆ แล้วมีประเด็นดีๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ผมกำลังรอให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้มีเวลาเพื่อที่จะได้ “ตกผลึก” เผื่อจะได้มีโอกาสอ่านบันทึกของผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาบ้าง