ลำดับพระญาณแห่งการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า

อ่านทั้งหมด ที่เวป http://khunsamatha.com/

ลำดับพระญาณแห่งการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า

เริ่มต้นตั้งพระหฤทัยเป็นสัตยาธิษฐาน ว่า


" ถ้ากมลสันดานแห่งอาตมะนี้ ยังไม่พ้นจาก
อาสวกิเลสกามคุณตราบใด ถึงแม้มาตรว่าหฤทัย
และเนื้อหนังทั้งเอ็นสมองอัฐิจะแห้งเหือด ตลอดถึง
เลือดและมันข้นจนทั่วสรีรกายก็ดี ธรรมวิเศษล้ำเลิศ
อันใดที่เป็นวิสัยอันบุคคลจะพึงได้ด้วยเรี่ยวแรง
และความเพียรแห่งบุรุษ เมื่อยังไม่บรรลุถึงธรรม
วิเศษอันนั้น การที่อาตมาะจักคลายจากพับแพนง
เชิงสมาธิบัลลังก์วิเศษนี้เป็นอันไม่มี อันยังมิได้บรรลุซึ่ง
พระโพธิญาณแล้วไซร้ อาตมะจักไม่ทำลายสมาธิ
บัลลังก์วิเศษนี้เลยเป็นอันขาด อาตมะคงเพียรให้
บรรลุโพธิธรรมเสวยพระพุทธาภิกเษกสมบัตินวชิร
บัลลังก์อาสน์นี้ให้จงได้ "



ทรงตั้งพระหฤทัยเป็นสัตยาธิษฐานดังนี้แล้ว ก็ทรงจำเริญพระสมาธิภาวนาเรื่อยมา บังเกิดสมาธิแก่กล้ามีสุวรรณประภาพวยพุ่งออกจากพระวรกาย จวบจนถึงสมัยพระสุริยายอแสงเป็นมหามงคลกาลในขณะนี้


ครั้นล่วงเข้า ราตรีปฐมยาม พระองค์ผู้มีสมาธิภาวนาอันแก่กล้า ก็สามารถยังฌาณและอภิญญาให้เกิดขึ้น ได้บรรลุ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ = ญาณเครื่องระลึกถึงชาติก่อนได้ คือในขณะนี้พระองค์ทรงสามารถระลึกชาติในอดีตหนหลังได้ตั้งแต่ ๑-๒ ชาติ ๑๐-๒๐ ชาติ ๑๐๐-๑,๐๐๐ ชาติ ๑๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ ชาติเรื่อยไป จนถึงสังวัฏฏกัป-วิวัฏฏกัป-สังวัฏฏวิวัฏฏกัป เป็นอันมาก โดยทรงรู้อย่างแจ้งประจักษ์ว่า ในชาตินั้นพระองค์เกิดในประเทศนั้น มีชื่อและโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณ และมีอาหารอย่างนั้น ดังนี้เป็นต้น


ครั้งล่วงเข้า ราตรีมัชฌิมยาม พระองค์ก็ได้บรรลุจุตูปปาตญาณ = ญาณเครื่องรู้แจ้งในจุติและอุบัติ เหตุแห่งสัตว์ทั้งหลาย คือในขณะนี้พระองค์ทรงสามารถเห็นสัตว์ทั้งหลายที่กำลังจุติตายไปและกำลังอุบัติเกิดขึ้นใหม่ในโลกทั้งหลาย โดยทรงเห็นอย่างแจ้งประจักษ์ ด้วยอำนาจ ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์วิเศษกว่าสามัญมนุษย์จักษุวิสัยว่า สัตว์ทั้งหลายได้พากันล้มตายลงไปแล้ว ต่างผู้ต่างก็ไปเกิดในสภาพต่างๆ กัน เลวบ้าง ประณีตบ้าง มีผิวพรรณงามบ้าง ไม่งามบ้าง ถึงซึ่งความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง แตกต่างกันไป ตามสมควรแก่กรรมแห่งตนที่ได้กระทำไว้


ครั้นล่วงเข้า ราตรีปัจฉิมยาม พระองค์ก็ทรงหยั่งพระญาณลงพิจารณาในปัจจยาการ อันเป็นวิธีการที่ถูกต้อง ซึ่งพระบรมสรรเพชญพุทธเจ้าทุกพระองค์เคยกระทำมา โดยทรงพิจารณาพระ ปฏิจจสมุปบาทธรรมอันล้ำลึกนี้ ก็โดยสาเหตุที่พระองค์ทรงสิ้นความสงสัยในสันดานพระองค์เอง และทรงสิ้นสงสัยในสันดานสัตว์เหล่าอื่น อันเป็นผลแห่งญาณก่อนๆ ที่ได้ทรงบรรลุมาแล้ว คือ


เมื่อพระองค์ได้ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณในตอนปฐมยามนั้น ได้ทรงเห็นพระองค์เองจุติจากชาตินั้นไปเกิดในชาติโน้น จุติจากชาติโน้นมาเกิดในชาตินี้ แต่ทรงเฝ้าตายเกิดอยู่อย่างนี้หลายชาติหลายภพเป็นนักหนา เมื่อทรงเห็นโดยประจักษ์อย่างแจ้งชัดเช่นนี้ ความสงสัยดังนี้ ย่อมจะหมดไปโดยแท้ นี่แหละเรียกว่าทรงสิ้นความสงสัยในสันดานของพระองค์เอง ด้วยอำนาจแห่ง ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ


เมื่อพระองค์ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณในตอนมัชฌิมยามนั้น ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายซึ่งกำลังตายและกำลังเกิดกันมากมายนักหนาทุกเวลานาที ในสถานที่ต่างๆ กันเป็นอลหม่าน เมื่อทรงเห็นโดยประจักษ์อย่างแจ้งชัดเช่นนี้ ความสงสัยในสันดานแห่งสัตว์เหล่าอื่นในกรณีที่ว่า "สัตว์เหล่าอื่นต้องตายเกิดและเกิดตายกันอยู่เสมอ" ตลอดเวลาไม่ว่างเว้นเป็นเวลานานแสนนานจริงหรือไม่ ? ความสงสัยดังนี้ย่อมจะหมดไปโดยแท้ นี่แหละเรียกว่าทรงสิ้นความสงสัยในสันดานของสัตว์เหล่าอื่น ด้วยอำนาจแห่ง จุตูปปาตญาณ


เมื่อพระองค์ทรงสิ้นความสงสัยในสันดานแห่งพระองค์เองและสันดานแห่งสัตว์เหล่าอื่น ซึ่งมีความเกิดความตายอยู่เป็นประจำซ้ำซากดังกล่าวแล้ว ก็ ทรงสังเวชสลดพระหฤทัย จึงทรงหยั่งพระญาณลงพิจารณาปัจจยาการหรือปฏิจจสมุปบาทธรรมอันล้ำลึก คือในขั้นแรกทรงปรารภ ชรามรณะ ความแก่และความตายขึ้นเป็นอารมณ์ปฐมเหตุก่อน แล้วก็ทรงทราบเป็นลำดับต่อไปว่า


ชรามรณะ มีได้ก็เพราะ ชาติ

ชาติ มีได้ก็เพราะ ภพ

ภพ มีได้ก็เพราะ อุปาทาน

อุปาทาน มีได้ก็เพราะ ตัณหา

ตัณหา มีได้ก็เพราะ เวทนา

เวทนา มีได้ก็เพราะ ผัสสะ

ผัสสะ มีได้ก็เพราะ สฬายตนะ

สฬายตนะ มีได้ก็เพราะ นามรูป

นามรูป มีได้ก็เพราะ วิญญาณ

วิญญาณ มีได้ก็เพราะ สังขาร

สังขาร มีได้ก็เพราะ อวิชชา


แล้วจึงทรงพิจารณาซึ่งที่ดับแห่งสภาวธรรมเหล่านี้สืบต่อไปว่า...


เมื่อ อวิชชา ดับสูญแล้ว สังขาร ก็ดับตาม

เมื่อ สังขาร ดับสูญแล้ว วิญญาณ ก็ดับตาม

เมื่อ วิญญาณ ดับสูญแล้ว นามรูป ก็ดับตาม

เมื่อ นามรูป ดับสูญแล้ว สฬายตนะ ก็ดับตาม

เมื่อ สฬายตนะ ดับสูญแล้ว ผัสสะ ก็ดับตาม

เมื่อ ผัสสะ ดับสูญแล้ว เวทนา ก็ดับตาม

เมื่อ เวทนา ดับสูญแล้ว ตัณหา ก็ดับตาม

เมื่อ ตัณหา ดับสูญแล้ว อุปาทาน ก็ดับตาม

เมื่อ อุปาทาน ดับสูญแล้ว ภพ ก็ดับตาม

เมื่อ ภพ ดับสูญแล้ว ชาติ ก็ดับตาม

เมื่อ ชาติ ดับสูญแล้ว ชรามรณะ ก็ดับตาม



แล้วก็ทรงพิจารณาทบทวนถอยหลังลงไป เพื่อให้แน่นอนเด็ดขาดอีกสืบไปว่า "ชรามรณะ" นี้มิใช่เกิดจากอะไร โดยที่แท้เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะ "ชาติ" เป็นปัจจัย คือเป็นตัวเหตุ และ "ชาติ" นี้ก็มิใช่เกิดมาจากอะไร โดยที่แท้ย่อมเกิดขึ้นมาได้เพราะ "ภพ"........"สังขาร" นั้นมิใช่เกิดมาจากอะไร โดยที่แท้ย่อมเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย คือเป็นตัวเหตุ" เป็นอันว่า บัดนี้พระองค์ผู้มีพุทธบารมีได้ทรงค้นพบแล้วว่า ตัวเหตุใหญ่ยิ่งสุดยอดที่มีอำนาจบันดาลให้สัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารอย่างไม่มีวันสิ้นสุดนั้นก็คือ "อวิชชา" นี่เอง


ขณะนี้ แม้ว่าพระองค์จะได้ทรงค้นพบสภาวธรรมอันล้ำลึก เกินวิสัยคนธรรมดาสามัญจักมีปัญญาหยั่งรู้ได้ดังกล่าวมาแล้วก็ดี ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังไม่ได้สำเร็จธรรมวิเศษเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ! ฉะนั้นพระองค์จึงทรงหยั่งพระญาณลงพิจารณาตัวเหตุอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงค้นพบ คือ "อวิชชา" ทรงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถ่องแท้ ในที่สุดก็ทรงทราบว่า "อวิชชา" คือตัวโมหะนี้ ย่อมมีปกติครอบงำจิตสันดานทำให้มืดมนปกปิดกำบังดวงปัญญามิให้เห็นแจ้งในพระ ไตรลักษณญาณ และมิให้เห็นแจ้งในพะจตุราริยสัจธรรม (พระอริยสัจ ๔)


เมื่อทรงทราบด้วยพระญาณอันประเสริฐสุดเช่นนี้แล้ว พระองค์ผู้มีพระทัยผ่องแผ้ว ใกล้จะได้ตรัสรู้ในชั่วระยะเวลาไม่นานนี้ ก็มีพระมนัสมั่นคง น้อมตรงไปเพื่อที่จะบรรลุ อาสวักขยญาณ = ญาณเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลส คือในขณะนี้พระองค์ทรงกระทำวิธีการในอันที่จะกำจัดอวิชชาหรือโมหะ ซึ่งเป็นม่านมืดปกปิดกำบังดวงปัญญามิให้เห็นแจ้งในพระไตรลักษณญาณ และพระจตุราริยสัจธรรม (พระอริยสัจ ๔)นั้น โดยวิธีการคือทรงเจริญ พระวิปัสสนาญาณภาวนา เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์หรือรูปนาม ตามอำนาจแห่งพระไตรลักษ์แล้ว จนกระทั่งถึงเพลาตามพารุณสมัยไขแสงทองส่องอร่ามฟ้า พระองค์ผู้ทรงพระอุตส่าห์ สร้างพระพุทธบารมีมานานก็ได้ตรัสรู้แก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ
กำจัดอวิชชาหรือโมหะได้อย่างเด็ดขาด ทรงเห็นแจ้งในพระจตุราริยสัจโดยประจักษ์ ดับสูญสิ้นอาสวกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน สำเร็จเป็นองค์ "สมเด็จพระมิ่งมงกุฏศรีศากยมุนีโคดมบรมศาสดาจารย์" ทรงเป็นผู้ควรแก่การเคารพแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง


ทรงพระกรุณาตรัสเล่าถึงประสบการณ์ของพระองค์เองตอนนี้ ไว้ใน บาลีโพธิราชกุมารสูตร และ บาลีมหาวาร ดังต่อไปนี้


เราตถาคตน้อมจิตไปเฉพาะต่ออาสวขยญาณแล้ว
เราตถาคตรู้แจ้งชัดตามความเป็นจริงว่า
"นี่ทุกข์ , นี่เหตุแห่งทุกข์ , นี่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ,
นี่ทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งทุกข์...
เมื่อเราตถาคตรู้แจ้งอยู่อย่างนี้ เห็นแจ้งอยู่อย่างนี้
จิตก็พ้นจาก กามาสวะ-ภวาสวะ-อวิชชาสวะ
ครั้นจิตพ้นวิเศษแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าจิตพ้นแล้ว
เราตถาคตรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว
กิจที่ต้องทำได้สำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อ
ความหลุดพ้นอย่างนี้มิได้มีอีกแล้ว

"ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย !
ตราบใดที่ญาณทัศนะเครื่องรู้เห็นตามความเป็นจริง
ของเราในอริยสัจทั้ง ๔ เหล่านี้
ยังไม่เป็นญาณทัศนะ
ที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี ตราบนั้นเราตถาคต
ก็ยังไม่ปฏิญญาว่า ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่ง
อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณให้เป็นที่รู้กันในมนุษยโลก
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อม
ทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์

"ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย !
เมื่อใดที่ญาณทัศนะเครื่องรู้เห็นตามความเป็นจริง
ของเราในอริยสัจทั้ง ๔ เหล่านี้ เป็นญาณทัศนะ
ที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี เมื่อนั้นเราตถาคตปฏิญญาว่า
เป็นผู้ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตรสัมมา-
สัมโพธิญาณให้เป็นที่รู้กันในมนุษยโลก
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อม
ทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์" ดังนี้


//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

เนื้อหาจาก โพธิธรรมทีปนี : พระพรหมโมลี

กล่าวตามคติพระโบราณาจารย์ที่ว่า สัจจฺ สตฺโต ปฏิสนฺธิ แปลว่า


"ธรรมที่เข้าใจได้ยาก และแสดงได้ยากในพระบวรพุทธศาสนานี้ มีอยู่ ๔ อย่าง คือ

พระจตุราริยสัจ ๑

ปรมัตถธรรม คือ ความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ๑

ปฏิสนธิ คือ ความเกิดแห่งสัตว์ทั้งหลาย ๑

ปฏิจจสมุปบาทธรรม ๑"





ครานี้เรามาสรุปลำดับแห่งการตรัสรู้อีกครั้ง ตามที่ขีดเส้นใต้เอาไว้ ดังนี้


ปฐมยาม ---> ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

มัชฌิมยาม ---> จุตูปปาตญาณ

---> พิจารณาปฏิจจสมุปบาทธรรม

ปัจฉิมยาม ---> อาสวักขยญาณ

---> พิจารณาวิปัสสนาญาณ

---> พิจาณาลงไปที่เบญจขันธ์หรือรูปนาม เห็นจริงตามอำนาจพระไตรลักษณ์

---> เห็นแจ้งในพระจตุราริยสัจธรรม (พระอริยสัจ ๔)

---> กำจัดอวิชชาหรือโมหะได้อย่างเด็ดขาด

---> ตรัสรู้พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ


เห็นได้ว่าญาณทั้ง ๒ อันเป็นการตามเห็นการเวียนว่ายตายเกิดทั้งของตนเองและสัตว์อื่น เป็นความรู้สำคัญยิ่งต่อการก้าวสู่ความพ้นทุกข์ ใครที่ประมาทต่อหลักการเวียนว่ายตายเกิดคิดแต่ว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่น่าสนใจ ลองทบทวนดูเสียใหม่ว่าท่านประมาทในธรรมที่พระผู้มีพระภาคได้รู้แจ้งแล้วหรือไม่

ในพระญาณทั้ง ๒ นี้ เป็นขั้นโลกียญาณ เพื่อมุ่งไปที่ความหมดข้อสงสัยในการเวียนว่ายตายเกิดและเห็นความจริงในข้อนี้จึงน้อมไปที่ความสังเวชสลดพระหฤทัย หลังจากนั้นจึงทรงเห็นภัยในวัฏฏะ และเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิด ทรงเริ่มหาเหตุหรือสาวหาเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดจึงทรงหยั่งพระญาณลงพิจารณาปัจจยาการหรือปฏิจจสมุปบาทธรรม สาวหาเหตุจนไปเจอตัวการสำคัญที่สุด หรือตัวปฐมเหตุ นั่นคือ อวิชชา นั่นเอง


จากนั้นจึงพิจารณาอำนาจของอวิชชา ถึงกระนั้นในขั้นตอนนนี้พระองค์ก็ยังไม่ได้สำเร็จธรรมวิเศษเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ! ทรงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถ่องแท้ ในที่สุดก็ทรงทราบว่า "อวิชชา" คือตัวโมหะนี้ ย่อมครอบงำจิตสันดานทำให้มืดมนปกปิดกำบังดวงปัญญามิให้เห็นแจ้งในพระไตรลักษณญาณ และมิให้เห็นแจ้งในพระจตุราริยสัจธรรม (พระอริยสัจ ๔)


ใกล้จะได้ตรัสรู้ในชั่วระยะเวลาไม่นานนี้ ก็ทรงตั้งพระทัย น้อมตรงไปเพื่อที่จะบรรลุ อาสวักขยญาณ คือในขณะนี้พระองค์ทรงกระทำวิธีการที่จะกำจัดอวิชชาหรือโมหะ ซึ่งเป็นม่านมืดปกปิดกำบังไม่ให้เห็นแจ้งในพระไตรลักษณ์ และพระจตุราริยสัจธรรม (พระอริยสัจ ๔)นั้น โดยวิธีการคือทรงเจริญพระวิปัสสนาญาณภาวนา เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์หรือรูปนาม ตามอำนาจแห่งพระไตรลักษณ์


ทรงเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ โดยประจักษ์ กำจัดอวิชชาหรือโมหะได้อย่างเด็ดขาด ดับสูญสิ้นอาสวกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน สำเร็จเป็นองค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ในที่สุด


--->>> ตามที่สรุปออกมานี้ มีข้อสังเกตที่ว่า การตรัสรู้ธรรมของพระองค์โดยลำดับพระญาณต่างๆ นั้น มิได้เกิดจากการนึกคิดตรึกตรองไปตามอาการ แต่พระองค์สรุปชัดเจนลงไปความว่า -


ตราบใดที่ ญาณทัศนะเครื่องรู้เห็นตามความเป็นจริง
ของเราในอริยสัจทั้ง ๔ เหล่านี้ ยังไม่เป็นญาณทัศนะ
ที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี ตราบนั้นเราตถาคต
ก็ยังไม่ปฏิญญาว่า ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่ง
อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ


พระองค์ทรงตรัสรู้ด้วยญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์ ซึ่งตรงนี้เองที่แตกต่างจากนักตำราหรือนักปริยัติทั้งหลายผู้คิดว่าตนเองเข้าใจธรรมของพระพุทธเจ้าได้ดีกว่าใครอื่นด้วยการนึกคิดตรึกตรองพิจารณาไปตามอาการแห่งตัวหนังสือ แต่ความจริงแล้วพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม ด้วย "ญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์" และตราบใดที่เราท่านยังมิได้ถึงซึ่งญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์แล้วไซร้ ก็ขออย่าได้ประมาทในธรรมที่ลุ่มลึกเหล่านี้โดยการเห็นเป็นของง่าย แล้วอธิบายไปตามอัธยาสัยแห่งตน แค่เพียงใช้สมองนึกคิดตรึกตรองก็สามารถเข้าใจได้อีกเลย


ขอให้ทบทวนอีกครั้งว่า

"ธรรมที่เข้าใจได้ยาก และแสดงได้ยากในพระบวรพุทธศาสนานี้ มีอยู่ ๔ อย่าง คือ

พระจตุราริยสัจ ๑

ปรมัตถธรรม คือ ความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ๑

ปฏิสนธิ คือ ความเกิดแห่งสัตว์ทั้งหลาย ๑

ปฏิจจสมุปบาทธรรม ๑"


การอธิบายธรรมโดยชั้นสมองนึกคิดตรึกตรองจึงยังไม่ชื่อว่า เห็นธรรมตามความเป็นจริง เพราะการเห็นธรรมตามความเป็นจริงมาจาก การปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรมในระดับ เห็นแจ้ง รู้จริง ด้วยญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์ นั่นเอง

.............................................

อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ http://khunsamatha.com/

พุดคุยสนทนาธรรมในประเด็นต่างๆ กันได้ที่ห้องสนทนา http://group.wunjun.com/khunsamatha/

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

คำสำคัญ (Tags)#พุทธศาสนา#วิปัสสนา#พระพุทธเจ้า#ญาณทัสสนะ#ตรัสรู้#ลุ่มลึก#ชมรมพัฒนาใจให้สว่างใส#ปราชญ์ขยะ#คุณสมถะ#พระอริยเจ้า#ธรรมที่เข้าใจยาก#วิชชา 3

หมายเลขบันทึก: 215950, เขียน: 12 Oct 2008 @ 09:59 (), แก้ไข: 23 Mar 2015 @ 21:58 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)