อภิปรัชญาจากพุทธปรัชญา
ตามแนวของนักปรัชญาอินเดีย
สำนักพุทธปรัชญาต่างๆ




พุทธปรัชญาตามหลักปรัชญาที่ถือเป็นหลักสำคัญ  คือ


1. สำนักไวภาษิกะ (สรวาสติวาท)

2. สำนักวิชญาณวาท  (วิญญาณวาท)

3. สำนักเสาตรันติกะ

4. สำนักมาธยมิกะ


->  สำนักไวภาษิกะ ถืออภิธรรมปิฎกเป็นหลัก  คือถือคัมภีร์อรรถกถาอภิธรรม  ชื่อ  “มหาวิภาษาศาสตร์”  ที่กล่าวว่า  ความแท้จริงมีอยู่  2  อย่าง  คือ  นามกับรูป   หรือ กายกับจิต  (object & subject)   ความแท้จริงทั้ง  2 อย่างนี้  สามารถรู้ได้โดยตรงทางประจักษ์  (perception)  และชื่อของสำนักนี้ก็ได้มาจากชื่อคัมภีร์นี้นั้นเอง


->  สำนักเสาตรันติกะ  ถือพระสุตตันปิฎกเป็นหลัก  คำว่า “เสาตรันติกะ” ก็คือ  “สุตตันติกะ”ในภาษาบาลีนั่นเอง  สำนักนี้ยึดหลักอภิปรัชญาอย่างเดียวกับสำนักไวภาษิกะ  คือยอมรับความแท้จริงสองอย่างเหมือนกัน   แต่เห็นต่างกันในหลักญาณวิทยา  กล่าวคือ  เสาตรันติกะ  ถือว่าความแท้จริง  2  อย่างนี้   ไม่อาจรู้ได้โดยตรงทางการประจักษ์  จะรู้ได้ก็โดยทางอนุมานเท่านั้น


->  สำนักวิชญาณวาท  ถือว่า   ความแท้จริงมีอยู่อย่างเดียวคือ   วิญญาณ  หรือจิต  ส่วนรูป หรือร่างกายนั้นเป็นเพียงอารมณ์ของจิต  เกิดขึ้นมาจากจิต   หาได้มีอยู่อย่างอิสระ   โดยไม่ต้องอาศัยจิตไม่


->  สำนักมาธยมิกะ  สำนักนี้มีความเห็นเป็นกลาง ๆ  โดยยึดหลักมัชฌิมาปฏิปทา  หรือกฎปฏิจจสมุปบาท   เป็นมาตรฐานสำหรับตัดสินว่าอะไรจริง  อะไรไม่จริง   หมายความว่าสิ่งใดที่เป็นไปตามกฎแห่งปฏิจจสมุปบาท  สิ่งนั้นเรียกว่า "ศูนยะ"  คือว่างจากความจริง (ไม่จริง) สิ่งใดไม่เป็นไปตามกฎแห่งปฏิจจสมุปบาท  สิ่งนั้นจัดเป็นความแท้จริง และเรียกตามศัพท์ของสำนักนี้ว่า  ศูนยะ  เหมือนกัน  แต่หมายความว่า   ว่างจากการพรรณนา คือ ไม่มีทฤษฎีใดสามารถพรรณนาความแท้จริง  เช่นนั้นให้ถูกต้องครบถ้วนได้


สรุปว่า  ความแตกต่างระหว่างสำนักไวภาษิกะ  กับ  เสาตรันติกะ  เป็นความแตกต่างทางญาณวิทยา   ส่วนความแตกต่างระหว่างสำนักวิชญาณวาทกับมาธยมิกะเป็นเรื่องทางอภิปรัชญา




อนึ่งนักปรัชญาอินเดียจัดแบ่งสำนักพุทธปรัชญาทั้ง  4  สำนัก   ออกเป็น  2  พวก คือ



สองสำนักแรก  คือ

ก. ไวภาษิกะ  หินยานหรือเถรวาท

ข. เสาตรันติกะ  หินยานหรือเถรวาท



สองสำนักหลัง  คือ

ค. วิชญาณวาท  มหายานหรือาจาริยวาท

ง. มาธยมิกะ  มหายานหรือาจาริยวาท



แต่คำว่า  “หินยาน”  นั้น  ไม่ใช่สายเดียวกับพวก  “หินยาน”  ในประเทศศรีกังลาและในประเทศไทย  เพราะไม่ได้ถือตามคัมภีร์สายบาลีเหมือนอย่างในประเทศไทยและศรีลังกา  แต่ถือคัมภีร์สายสันสกฤต  เช่นเดียวกับพวกมหายาน   ต่างแต่ถือกันคนละคัมภีร์เท่านั้น  นักปรัชญาฝ่ายไทย  ไม่ถือว่าเป็นฝ่ายหินยาน  กลับถือว่าเป็นนิกายหนึ่งที่แตกออกมาจากมหายาน