ความเห็น 1477846

อภิปรัชญาจากพุทธปรัชญา

ปราชญ์ขยะ
เขียนเมื่อ 

2. พุทธปรัชญาสำนักเสาตรันติกะ


คำว่า “เสาตรันติกะ” ตรงกับบาลี “สุตตันติกะ” แปลว่าผู้ศึกษาหรือปฏิบัติตามพระสูตร หมายความว่า ปรัชญาสำนักนี้นับถือพระสุตันตปิกฎเป็นสำคัญ ไม่ยอมรับพระวินัยปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก สำนักนี้ถ้าถือตามทัศนะปรัชญาอินเดียแล้ว ถือว่าพัฒนามาจากปรัชญาเถรวาท (หินยาน) นั้นเอง


ตามบันทึกของหลวงจีนเหี้ยนจัง หรือ ถังซำจัง ผู้ไปสืบศาสนาในอินเดีย เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 13 นั้นว่า ผู้ก่อตั้งสำนักนี้ก็คือท่านกุมารสาตะ แห่งตักศิลา ซึ่งเป็นนักปรัชญาร่วมสมัยกับท่านนาคารชุน, ท่านอารยเทพ นอกจากนี้ก็ยังมีท่านศรีลาภะ, ท่านยโศมิตร เป็นต้น ร่วมกันตั้งสำนักนี้ขึ้น


อภิปรัชญาของสำนักสาตรันติกะ

อภิปรัชญาของสำนักนี้ โดยทั่วไปตรงกันกับของสำนักไวภาษิกะ คือยอมรับความมีอยู่ของวัตถุภายนอกและของจิตกับอารมณ์ภายใน ต่างกันแต่ในทางญาณวิทยาเท่านั้น หลักอภิปรัชญาที่จะนำมากล่าวต่อไปนี้แสดงให้เห็นทัศนะของสำนักไวภาษิกะและเสาตรันติกะต่างกันหรือตรงกันอย่างไร



ขณิกภังควาท

ทฤษฏีทางอภิปรัชญาที่ไวภาษิกะและเสาตรันติกะเห็นตรงกันมีชื่อว่า “ขณิกภังควาท” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “ขณิกวาท” (The theory of Momentariness) ทฤษฎีนี้ถือว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นและตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป ไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่ได้นาน หรือคงทนถาวร บางท่านเรียกว่า ทฤษฎีนี้ว่า “สันตติวาท” (the theory of Flux) เพราะถือว่า นามรูปเกิด ๆ ดับ ๆ สืบต่อกันเป็นกระบวนการลูกโซ่ไม่หยุดหย่อน

ทฤษฎีขณิกภังควาท ตั้งขึ้นจากหลักไตรลักษณ์ของพุทธศาสนา และมีนัยเป็นปฏิปักษ์ต่อลัทธิสัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิของนักปราชญาอื่น

ตามหลักทฤษฏีนี้รายละเอียดว่า ทุกสิ่งเป็นขณิกะ คือตั้งอยู่ชั่วขณะแล้วก็ดับไป หมายความว่าไม่เที่ยงนั่นเอง กล่าวคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นขณิกะ (ไม่เที่ยง) ไม่อยู่ในอำนาจของตน (เป็นทุกข์) ไม่มีทั้งภาวะ (being) และ อภาวะ (non-being) (หมายถึงอนัตตา) มีแต่การเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดหย่อน (becoming) สิ่งที่เป็นภาวะก็ดี อภาวะก็ดี ล้วนแต่ไม่ใช่ความดีแท้จริง อาการที่เปลี่ยนแปลง ของสิ่งทั้งหลายเท่านั้นคือความแท้จริง


ทฤษฎีนี้ถือต่อไปอีกว่า ชีวิตนี้มิใช่อื่นไกล ที่แท้ก็คืออนุกรมแห่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอยู่เรื่อย ๆ ไม่มีเที่ยงแท้ถาวร มีแต่การเปลี่ยนแปลงเท่านั้น อนุกรมแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมเป็นไปต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ กล่าวคือ เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น อีกสิ่งหนึ่งจึงเกิดขึ้น และสิ่งนั้นก็เป็นเหตุให้เกิดสิ่งอื่นต่อไปเป็นวัฏฏจักร์ ในทางปฏิโลมนั้นก็ย่อมเป็น ไปตามนี้ คือ เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนั้นก็ดับด้วย ทั้งหมดนี้ตรงกับกฏปฏิจจสมุปบาท


->  สรุปว่า
สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย ดับไปก็เพราะเหตุปัจจัย  ในโลกนี้จึงมีแต่การเกิดกับการดับ การผลิตกับการทำลาย หรือการสร้างกับการกับการเสื่อมสลาย ไม่มีอะไรอื่นนอกจากนี้ ไม่มีมนุษย์และเทพองค์ใดที่สามารถยืนยงคงอยู่ชั่วนิรันดร



-->  เปรียบเทียบกับทัศนะของนักปราชญ์อื่นๆ

เพื่อแสดงให้เห็นว่าหลักขณิกภังควาทที่เป็นหลักสากลกับทัศนะของนักปราชญ์อื่น ๆ จึงขอนำทัศนะของปรัชญาบางท่านมาเปรียบเทียบให้เห็นดังต่อไปนี้


1. นักปรัชญากรีกชื่อเฮราโดรตัส กล่าวไว้ว่า ท่านไม่สามารถก้าวข้ามกระแสน้ำเดียวกันได้ถึง 2 ครั้งทั้งนี้เพราะกระแสน้ำไหลไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดหย่อน กระแสน้ำที่ข้ามครั้งแรกย่อมไหลไปในทันที ส่วนกระแสน้ำที่ข้ามครั้งที่สอง จึงเป็นกระแสน้ำที่ไหลมาแทนที่ใหม่

2. นักปรัชญาชาวอังกฤษชื่อ เดวิด ฮูม กล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าไม่อาจจับตัวข้าพเจ้าเองได้ เมื่อข้าพเจ้าพยายามจะจับครั้งใด ก็พบแต่สัญญาณนี้หรือนั้น” หมายความว่าหาตัวอัตตาไม่พบ คงพบแต่สิ่งที่สมมติเรียกกัน เช่น นี้มือ นี้เท้า นี้ผม แสดงว่าว่างจากอัตตาที่ศาสนาและปรัชญาอื่นถือว่าเที่ยงแท้ถาวร

3. นักปรัชญาชาวอเมริกัน ชื่อ วิลเลี่ยม เจมส์ กล่าวไว้ว่า “ความคิดที่ผ่านไป ๆ นั้นเอง คือตัวผู้คิด” หมายความว่าไม่มีผู้คิด มีแต่ความคิด แสดงว่าว่างจากอัตตาเหมือนกัน

4. กวีเอกอังกฤษชื่อ เชลลีย์ (Shelley) ได้ประพันธ์เป็นโครงบทหนึ่งไว้ว่า

“Worlds on Worlds are rolling ”

“From creation to decay,

Like the bubbles on a river,

Sparking, bursting, borne away.”

“โลกทั้งมวล ล้วนหมุนไปไม่รู้หยุด

เริ่มจากสร้าง แล้วก็เสื่อมโทรมทรุด

ดุจฟองน้ำแตกประกาย แล้วหายไป.”