ความเห็น 1477863

อภิปรัชญาจากพุทธปรัชญา

เขียนเมื่อ 

4. พุทธปรัชญาสำนักมาธยมิกะหรือศูนยวาท


พุทธปรัชญาสำนักนี้ ถือกันว่าเป็นปรัชญาชั้นยอด แสดงให้เห็นถึงลักษณะอันแท้จริงแห่งสัจจธรรมชั้นสูงสุดที่พระพุทธองค์ทรงมุ่งหมาย โดยที่ปรัชญาสำนักนี้ชี้ให้โลกรู้ว่าคำว่า “นิพพาน” ที่พระพุทธองค์ทรงมุ่งหมายนั้นคือ อะไร ? ณ สภาพนิพพานนี้แหละผู้ปฏิบัติจะบรรลุสันติภาพถาวรชั้นสุดท้าย เป็นความหลุดพ้นจากความทุกข์ หยุดเกิดและการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร


ปรัชญานี้ถือหลักปฏิจสมุปบาทที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ ทางสายกลาง เป็นหลักในการดำเนินจึงได้ชื่อว่า “มาธยมิกะ” และเพราะเหตุที่ถือ “ศูนยตา” เป็นเรื่องสำคัญจึงมีชื่อเรียกว่า “ศูนยวาท”


ผู้ก่อตั้งสำนักมาธยมิกะคือท่านนาคารชุน ซึ่งถือกำเนิดในสกุลพราหมณ์อินเดียตอนใต้ท่านศึกษาพระไตรปิฎกแตกฉานโดยใช้เวลาเพียง 90 วันเท่านั้น


ทัศนะทางอภิปรัชญาของสำนักนี้

ท่านนาคารชุนกล่าวว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวข้องกับความจริง 2 ชนิด คือ


- ความจริงสมมติ

- ความจริงปรมัตถ์


ผู้ไม่รู้ความจริง 2 ชนิดนี้จะไม่มีทางเข้าใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้เลย


ความจริงสมมติ หรือสมมติสัจจะ คือภาวะปกปิดความจริง ทำให้เห็นลักษณะไม่จริงเป็นลักษณะแท้ ในขณะเดียวกันก็ปกปิดลักษณะแท้ไว้ ความจริงสมมติเป็นความจริงตามสมมติบัญญัติ เช่น ในชีวิตประจำวันของเรา สิ่งทั้งหลายที่เราตั้งชื่อเรียกกันอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติกิจนั้น ล้วนเป็นสมมติสัจจะหรือจริงสมมติทั้งนั้น เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของมันแล้ว เราจะพบว่าหาเป็นภาวะที่แท้จริงไม่


ความจริงปรมัตถ์ คือภาวะแท้จริงของสิ่งทั้งหลาย ซึ่งต่างจากลักษณะที่ปรากฏของมัน หรืออยู่เหนือภาวะบัญญัติทั้งหลาย


ความแตกต่างระหว่างสมมติสัจจะกับปรมัตถสัจจะนั้น เห็นได้ยากเพราะเป็นความแตกต่างกันทางความคิดอันจำกัดของปุถุชน (แต่สำหรับพระอรหันต์ท่านเห็นความแตกต่างกันโดยแจ้งชัด) ดังที่ท่านนาคารชุนได้กล่าวไว้ว่า ความแตกต่างนี้จะมีอยู่ในโลกแห่งปรากฏการณ์นี้เท่านั้น ผู้ไม่รู้ความแท้จริงย่อมเห็นไปว่า สมมติสัจจะเป็นภาวะจริง ย่อมไม่เห็นว่าเป็นภาวะหลอกลวง เพราะใช้ปัญญาทางเหตุอันสามัญเข้าพิจารณา เหมือนคนกำลังฝัน ย่อมเห็นว่า เรื่องราวในฝันเป็นความจริงทุกอย่าง เพราะเขาใช้ความรู้สึกนึกคิดในขณะนั้นมาพิจารณาตัดสิน แต่พอพวกเขาตื่นขึ้น เขาใช้ปัญญาอีกชั้นหนึ่งพิจารณา จึงรู้เรื่องในฝันไม่จริง ข้อนี้ฉันใด เรื่องราวในชีวิตของปุถุชนเราก็ฉันนั้น จะต้องตัดสินด้วยปัญญาชั้นสูงจึงจะรู้ว่าเป็น เรื่องมายาทั้งนั้น


ความหมายของคำ “ศูนยตา”

คำว่า “ ศูนยตา” หรือ “สูญ” มีผู้เข้าใจผิดกันมาก คือส่วนมากเข้าใจว่าเป็นคำปฏิเสธความจริงโดยสิ้นเชิง เช่นว่า สูญเปล่า ไม่มีอะไรเหลือ ซึ่งตรงกับทัศนะของพวกอุจเฉททิฏฐิที่พระพุทธเจ้าทรงคัดค้าน ดังนั้น ศูนยตาจะหมายความว่า สูญเปล่าอย่างนั้นไม่ได้แน่ ศูนยตาตามทัศนะของท่านนาคารชุนมีอยู่ 2 นัยด้วยกันคือ


1. ได้แก่สวภาวศูนยตา ความว่างจากสภาวะ หรือลักษณะแท้ของมัน หมายถึงสิ่งที่ปรากฏทั้งหลายในโลกนี้ ซึ่งไม่มีลักษณะแท้ขั้นปรมัตถ์ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัย (ตรงกับความหมายของคำว่า อนัตตา ในสายบาลี)


2. ได้แก่ ความแท้จริง ซึ่งอยู่เหนือความต่างทั้งหลาย อยู่เหนือพุทธิปัญญา หรือปัญญาขั้นเหตุผล (หมายถึงนิพพาน ซึ่งไม่อาจรู้ได้ด้วยตรรก) ฉะนั้น ทฤษฏีใด ๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่ออธิบายสัจจะอย่างนี้ จึงเป็นศูนยตาในความหมายว่า ว่างจากความจริงคือ ไม่ถูกต้องครบถ้วน


ท่านนาคารชุน กล่าวว่า “คนทั้งหลายก็เข้าใจว่า ศูนยตาหมายถึงความไม่มีอะไร จึงกล่าวโจมตีเราว่า สอนเรื่องความไม่มี แต่ความจริงศูนยตามนั้นปฏิเสธทฤษฏีทั้งหมด และศูนยตาเองก็ไม่เป็นทฤษฏีหนึ่งต่างหาก ท่านกล่าวตามแบบวาทวิจารณ์ (Dialectics) ของท่านว่า


“ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอศูนยะ มันก็เป็นอิสระแก่กันและกัน เมื่อเป็นอิสระแก่กันก็ต้องเป็นภาวะสมบูรณ์ เมื่อเป็นภาวะสมบูรณ์ ก็ต้องไม่มีการทำลาย เมื่อไม่มีการทำลายก็ย่อมไม่มีสงสาร,ไม่มีนิพพาน ไม่มีอริยสัจจ์ ไม่มีสงฆ์ ไม่มีศาสนา ไม่มีพระพุทธเจ้า ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นจริง จะเป็นสิ่งถาวรคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง และถ้าเป็นเช่นนี้ก็คงไม่มีในโลก”


มีผู้โต้เถียงท่านนาคารชุนว่า ศูนยตาที่ปฏิเสธความมีอยู่ของธรรมทั้งหลาย (สิ่งทั้งหลาย) ไม่ถูกต้อง เพราะเหตุผลที่ใช้โต้วาทะว่า ศูนยตามีอยู่ก็ใช้ไม่ได้ ถ้าหากว่าเหตุผลไม่จริงก็ทำลายหลักฐานของศูนยตาวาทินเอง เพราะในที่สุดก็ต้องยืนยันความจริงของเหตุผล และศูนยตาไม่มีประมาณที่จะตั้งตัวเอง